ตามประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง เงื่อนไขในการอนุญาตให้อากาศยานทำการบินเข้าออกประเทศไทย (ฉบับที่ 5) สำหรับอากาศยานทำการบินในเที่ยวบินระหว่างประเทศที่มีผู้โดยสารถ่ายลำหรือเปลี่ยนลำ (Transit/Transfer Flight)
ตามประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง เงื่อนไขในการอนุญาตให้อากาศยานทำการบินเข้าออกประเทศไทย (ฉบับที่ 5) สำหรับอากาศยานทำการบินในเที่ยวบินระหว่างประเทศที่มีผู้โดยสารถ่ายลำหรือเปลี่ยนลำ (Transit/Transfer Flight) โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป ซึ่งสอดคล้องตามมติที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19 ) (ศบค.) ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 โดยให้ยึดถือแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
- อนุญาตให้อากาศยานทำการบินในเที่ยวบินระหว่างประเทศที่มีผู้โดยสารถ่ายลำหรือเปลี่ยนลำ (Transit/Transfer Flight) ได้เฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
- ผู้โดยสารต้นทางจะต้องมีเอกสาร ใบรับรองแพทย์ (Fit to Fly Health Certificate), ใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าไม่มีเชื้อโควิด – 19 (Medical certificate with a laboratory result indicating that COVID – 19 is not detected) โดยวิธี RT-PCR และกรมธรรม์ประกันภัย (Insurance) ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและรักษาพยาบาล รวมทั้งกรณีโรคโควิด – 19 ในระหว่างอยู่ในราชอาณาจักร 100,000 USD
- กำหนด Sealed route โดยจัดพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงท่าอากาศยานไม่ให้ออกนอกพื้นที่ที่กำหนดบริเวณ Concourse E ดังนี้
- ก.ให้ผู้โดยสารลงจากเครื่องเข้า Gate E10 ผ่านกระบวนการตรวจค้นเพื่อรักษาความปลอดภัย และขึ้นเครื่องที่ Gate E9 หรือขึ้นรถบัสไปหลุมจอดระยะไกล (Remote Parking Stand) โดยไม่ให้ปะปนกับผู้โดยสารอื่น
- ข.กรณีเที่ยวบินมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น Gate E5, E7 และ E8 จะเปิดให้บริการเพิ่มเติม และให้ดำเนินการเช่นเดียวกับ ก.
- ค.กรณีที่เที่ยวบินเกิดปัญหาทางเทคนิคและต้องลงจอด ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับ ก. หรือ ข.
- ในกรณีที่ Concourse E อยู่ในระหว่างการซ่อมแซมปรับพื้นผิวลานจอดอากาศยาน ให้ใช้ Concourse F โดยดำเนินการ ดังนี้
- ก.ให้ผู้โดยสารลงจากเครื่อง เข้า Gate F6 ผ่านกระบวนการตรวจค้นเพื่อรักษาความปลอดภัย และขึ้นเครื่องที่ Gate F5 หรือขึ้นรถบัสไปหลุมจอดระยะไกล (Remote Parking Stand) โดยไม่ให้ปะปนกับผู้โดยสารอื่น
- ข.กรณีเที่ยวบินมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น Gate F1, F2, F3 และ F4 จะเปิดให้บริการเพิ่มเติม และให้ดำเนินการเช่นเดียวกับ ก.
- ค.กรณีที่เที่ยวบินเกิดปัญหาทางเทคนิคและต้องลงจอด ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับ ก. หรือ ข.
- การรอในพื้นที่ Transit/Transfer ต้องจัดระยะห่างระหว่างผู้โดยสาร และเน้นย้ำให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา รวมถึงจัดให้มีเจลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 70%
- เจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ Transit/Transfer จะต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ทุกครั้ง
- มีจุดให้บริการอาหารและเครื่องดื่มในพื้นที่รอ Transit/Transfer ที่จัดไว้เป็นสัดส่วน และมีการจัดการดูแลความเรียบร้อยในช่วงระยะเวลาการใช้บริการ
- มีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค (Disinfection) พื้นที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
- กำหนดเวลา Transit/Transfer ไม่เกิน 12 ชม. ทั้งนี้ หากเกิน 12 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลใด ๆ เจ้าหน้าที่สายการบินต้องนำผู้โดยสารออกจาก Gate E9 โดยทางรถบัส ไปพักคอยที่ Gate D3 และ D4
- ไม่มีการตรวจคัดกรองและไม่มีบริการการตรวจแล็ป COVID-19 ทางห้องปฏิบัติการ ณ จุด Transit/Transferที่ท่าอากาศยาน
- กรณีตรวจพบผู้โดยสารมีอาการหรือมีไข้ ให้สายการบินที่รับขนผู้โดยสารเข้ามาเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ
- หลีกเลี่ยงประเทศต้นทางที่มีความเสี่ยงสูงในการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
- ผู้ดำเนินการเดินอากาศต้องจัดส่งแผนการทำการบิน Transit/Transfer มายังสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และศูนย์ควบคุมปฏิบัติการเขตการบิน (AOCC) ทสภ. ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ก่อนทำการบิน
ที่มา : https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/39587
