กรมบัญชีกลาง กำหนดหลักเกณฑ์การเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลเกินสิทธิ์ เริ่มวันที่ 3 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป
กรมบัญชีกลาง กำหนดหลักเกณฑ์การเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลเกินสิทธิ์ เริ่มวันที่ 3 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป เนื่องจากตรวจสอบพบว่าผู้มีสิทธิ์และบุคคลในครอบครัวจำนวน 24 ราย มีพฤติกรรมใช้สิทธิ์ระบบเบิกจ่ายตรงผิดปกติ
นายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่กรมบัญชีกลางพัฒนาระบบเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอก โดยให้ผู้มีสิทธิ์และบุคคลในครอบครัวใช้บัตรประชาชนยื่นใช้สิทธิ์ที่สถานพยาบาลของทางราชการ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นมานั้น กรมบัญชีกลางตรวจสอบพบว่าผู้มีสิทธิ์และบุคคลในครอบครัวจำนวน 24 ราย มีพฤติกรรมใช้สิทธิ์ระบบเบิกจ่ายตรงผิดปกติ โดยเข้ารับบริการในสถานพยาบาลหลายแห่งระยะเวลาใกล้เคียงกัน หรือมีการเข้ารับบริการเกิน 3 สถานพยาบาลต่อเดือนด้วยโรคเดียวกัน รวมทั้งได้รับยาประเภทเดียวกัน จนมีปริมาณยาสะสมจำนวนมาก คิดเป็นเงินจำนวน 15,808,631.70 บาท ซึ่งกรมบัญชีกลางได้ระงับสิทธิ์ของบุคคลดังกล่าวทุกรายโดยทันทีที่ตรวจสอบพบ ทั้งนี้เพื่อควบคุมการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง กรมบัญชีกลางจึงกำหนดหลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลเกินสิทธิ์และการเรียกคืนเงิน ประกอบด้วย ผู้มีสิทธิ์หรือบุคคลในครอบครัวเข้ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอก ณ สถานพยาบาลของทางราชการแห่งเดียวหรือหลายแห่ง หรือได้รับยาประเภทเดียวกันจนมีปริมาณยาสะสมเป็นจำนวนมาก เกินขนาดที่ให้ผลการรักษาในแต่ละโรค หรือเกินกว่าจำนวนที่กรมบัญชีกลางกำหนด ถือเป็นการใช้สิทธิ์สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเพื่อเบิกค่ารักษาพยาบาลเกินสิทธิ์ กรมบัญชีกลางจะดำเนินการระงับสิทธิ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรงทันที
หากเข้าข่ายทุจริตหรือการกระทำความผิดทางอาญา หน่วยงานต้นสังกัดต้องดำเนินการทางวินัยหรือตามขั้นตอนของกฎหมายและเรียกคืนเงินจากผู้มีสิทธิ์ส่งคืนคลังเป็นรายได้แผ่นดิน แต่หากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเป็นการทุจริต กรมบัญชีกลางจะอนุญาตให้สามารถใช้สิทธิ์ในระบบเบิกจ่ายตรงประเภทผู้ป่วยนอก ณ สถานพยาบาลของทางราชการเพียง 1 แห่ง เพื่อเป็นการควบคุมพฤติกรรมสถานพยาบาลของทางราชการ เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิ์หรือบุคคลในครอบครัวในระบบเบิกจ่ายตรง โดยไม่ปรากฏข้อมูลในเอกสารว่ามารับบริการจริง
ส่วนราชการต้นสังกัดต้องดำเนินการตรวจสอบ หากเจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติกรรมทุจริตโดยใช้ระบบเบิกจ่ายตรงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ส่วนราชการต้นสังกัดต้องดำเนินการสอบสวนทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ดังกล่าว และเรียกคืนเงินจากสถานพยาบาลของทางราชการแห่งนั้น ส่วนราชการต้นสังกัดมีหน้าที่ติดตามเรียกคืนเงินที่เบิกเกินสิทธิจากผู้มีสิทธิ์ และนำเงินส่งคืนคลังเป็นรายได้แผ่นดิน หากไม่สามารถเรียกคืนเงิน ต้องมีการบังคับชำระหนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วนำเงินส่งคืนคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ทั้งนี้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป
ที่มา : https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210422150537478
