กระทรวงยุติธรรม เร่งช่วยเหลือชาวบ้านถูกหลอกลวงทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในจังหวัดบึงกาฬ

กระทรวงยุติธรรม เร่งช่วยเหลือชาวบ้านถูกหลอกลวงทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในจังหวัดบึงกาฬ

           กระทรวงยุติธรรม หารือเร่งช่วยเหลือชาวบ้านถูกชักชวนและหลอกลวงให้ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในจังหวัดบึงกาฬ ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference)



           นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการหารือกรณีชาวบ้านถูกชักชวนและหลอกลวงให้ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ กับ ผู้แทนบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference)

           ในวันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2564 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม 5 – 01 ชั้น 5 นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการหารือกรณีชาวบ้านถูกชักชวนและหลอกลวงให้ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ กับ ผู้แทนบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ ได้แก่ ผู้แทนกรมบังคับคดี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ เขตพื้นที่ 7 ผู้แทนศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ เขตพื้นที่ 4 ผู้แทนกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนยุติธรรม ผู้แทนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งผู้อำนวยการกองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านจังหวัดบึงกาฬฯ

           โดยที่ประชุมมีความเห็นและแนวทางการให้การช่วยเหลือทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา ในส่วนคดีแพ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 สถานะ คือ

กลุ่มที่ 1 ที่ยังไม่ถูกบริษัท อยุธยาฯ ฟ้อง หรือกำลังจะถูกฟ้อง

กลุ่มที่ 2 ที่มีการฟ้องแล้วและคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล

กลุ่มที่ 3 ที่ศาลได้มีคำพิพากษาแล้วและอยู่ในชั้นบังคับคดี ซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่จำนวน 80 ราย

           ซึ่งจากการประชุมผู้แทนบริษัทฯ แจ้งว่าจะนำข้อมูลจากการประชุมเสนอผู้บริหารของบริษัท เพื่อพิจารณาในการชะลอการดำเนินคดีกับชาวบ้านในคดีแพ่ง (กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2) รวมทั้งการชะลอการบังคับคดีของกลุ่มที่ 3 เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้าน

           สำหรับกรณีที่ชาวบ้านได้แจ้งความร้องทุกข์กับกลุ่มนายหน้า พนักงานสอบสวนและผู้แทนศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ เขตพื้นที่ 4 ได้รายงานสถานะความคืบหน้าทางคดี และแนวทางการดำเนินคดี เพื่อให้ผู้แทนบริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่าจะได้ตัวผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่หลอกลวงชาวบ้านมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ ในคดีที่บริษัทฯ ได้แจ้งความดำเนินคดีอาญากับชาวบ้าน จำนวน 58 ราย ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ซึ่งที่ประชุมมีข้อสังเกตหลายประเด็นว่า ในคดีดังกล่าวอาจจะมีชาวบ้านบางรายที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น ที่ประชุมจึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ และคัดแยกว่าเป็นกลุ่มชาวบ้านที่มีมูลคดีที่เกิดจากการหลอกลวงให้ทำสัญญาเช่าซื้อหรือไม่

 


 

ที่มา : https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/41219

-->