ธปท. ออกแนวปฏิบัติให้สถาบันการเงินติดตามความเสี่ยงกว่า 8.1 ล้านร้านค้า

ธปท. ออกแนวปฏิบัติให้สถาบันการเงินติดตามความเสี่ยงกว่า 8.1 ล้านร้านค้า

             ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกแนวปฏิบัติให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบการธุรกิจการเงิน ติดตามความเสี่ยงกว่า 8.1 ล้านร้านค้า โดยปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคและร้านค้าออนไลน์จำนวนมาก มีการชำระค่าสินค้าและบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) และการให้บริการชำระผ่าน QR Codeประกาศแนวนโยบายการรู้จักและการบริหารติดตามความเสี่ยงร้านค้า สำหรับการชำระเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (Know Your Merchant : KYM) เพื่อให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจชำระเงินใช้เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ ในการรู้จักและบริหารติดตามความเสี่ยงร้านค้า ทั้งนี้ จะเริ่มบังคับใช้ วันที่ 1 มกราคม 2565



             นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคและร้านค้าออนไลน์จำนวนมาก มีการชำระค่าสินค้าและบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) และการให้บริการชำระผ่าน QR Code


             ธนาคารแห่งประเทศ จึงได้ประกาศแนวนโยบายการรู้จักและการบริหารติดตามความเสี่ยงร้านค้า สำหรับการชำระเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (Know Your Merchant : KYM) เพื่อให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจชำระเงินใช้เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำในการรู้จักและบริหารติดตามความเสี่ยงร้านค้า โดยจะเริ่มบังคับใช้ 1 มกราคม 2565


             ธปท. ได้กำหนดแนวนโยบาย KYM เพี่อให้ผู้ประกอบธุรกิจชำระเงินใช้เป็นแนวปฏิบัติขั้นต่ำในการกำหนดกระบวนการรู้จักและการบริหารติดตามความเสี่ยงร้านค้า และกำหนดนโยบายการรู้จักร้านค้า การบริหารความเสี่ยง กระบวนการควบคุมภายในการติดตามตรวจสอบและทบทวนความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของร้านค้า โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัทและจัดให้มีการทบทวนและปรับปรุงนโยบายมาตรการการบริหารความเสี่ยงกระบวนการควบคุมภายในและติดตามตรวจสอบความเสี่ยงและปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง


             นางสาวรัชดา กล่าวว่า ปัจจุบันมีร้านค้าที่ติดตั้งเครื่องรับบัตรเครดิต/เดบิต (EDC) ทั้งหมด 9 แสนเครื่อง และร้านค้าที่รับชำระผ่าน QR Code จำนวน 7.2 ล้านราย รวมร้านค้าทั้งหมดราว 8.1 ล้านราย ที่จะอยู่ในกระบวนการที่จะถูกตรวจสอบข้อมูลและประเมินความเสี่ยง โดยจะมีการแบ่งประเภทความเสี่ยงของร้านค้า ซึ่งจะมีการ ติดตามข้อมูลและขึ้น บัญชีร้านค้า Watch list อีกด้วย


             ปัจจุบัน รูปแบบการใช้จ่ายเงินของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ประกอบกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เป็นปัจจัยสนับสนุนรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ คนไทยหันมาใช้ e-Payments ในการชำระเงินมากขึ้น นายกรัฐมนตรี จึงให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การเข้าสู่สังคมไร้เงินสด(Cashless Society) และการใช้เงินดิจิทัล สร้างประสบการณ์การเงินดิจิทัล ผ่านมาตรการรัฐ ซึ่งนอกจากจะมีความปลอดภัยแล้ว ยังกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเสริมสร้างความแข็งแรงให้เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศด้วย



ที่มา : https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG211106120513385