กระทรวงแรงงาน ปล่อยกู้เงินกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน ช่วยแรงงานนอกระบบแล้วมากกว่า 59 ล้านบาท

กระทรวงแรงงาน ปล่อยกู้เงินกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน ช่วยแรงงานนอกระบบแล้วมากกว่า 59 ล้านบาท

         กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน มีกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้านที่มีลักษณะเป็นเงินกองทุนหมุนเวียน สำหรับให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านกู้ยืมไปซื้อวัตถุดิบ หรืออุปกรณ์การผลิต หรือขยายการผลิตเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้



         นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน มีกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้านที่มีลักษณะเป็นเงินกองทุนหมุนเวียน สำหรับให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านกู้ยืมไปซื้อวัตถุดิบ หรืออุปกรณ์การผลิต หรือขยายการผลิตเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ โดยดำเนินการช่วยเหลือแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านที่จดทะเบียนกับกรมการจัดหางาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 จนถึงปัจจุบัน ช่วยเหลือแล้วทั้งสิ้น 556 ราย ในจำนวนนี้แบ่งเป็นประเภท 521 กลุ่ม และประเภทบุคคล 35 คน รวมเป็นเงิน 59,886,000 บาท โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 มีการยื่นขอกู้แล้ว จำนวน 22 ราย เป็นเงิน 4,140,000 บาท ซึ่งเดิมกองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้าน เป็นแหล่งเงินทุนถูกกฎหมายที่ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 3 ต่อปี แต่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 กระทรวงแรงงานได้ลดอัตราดอกเบี้ยกองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้าน จากร้อยละ 3 ต่อปี เหลือร้อยละ 0 ต่อปี ในงวดที่ 1 -12 และให้กู้ในอัตราร้อยละ 0 ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2565 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้กู้ยืมกองทุนฯ

         ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ผู้รับงานไปทำที่บ้านที่ต้องการกู้เงินจากกองทุนฯ ต้องเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านที่จดทะเบียนไว้กับกรมการจัดหางาน มีผลการดำเนินการและมีรายได้จากการรับงานไปทำที่บ้าน หรือมีหลักฐานการรับงานไปทำที่บ้านจากผู้จ้างงาน ซึ่งเปิดให้กู้ทั้งประเภทบุคคลและกลุ่มบุคคล โดยประเภทบุคคล วงเงินกู้สำหรับบุคคลไม่เกิน 50,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนภายใน 2 ปี ส่วนประเภทกลุ่มบุคคลจะต้องมีผู้นำกลุ่มและสมาชิกกลุ่มกู้ร่วมกันไม่น้อยกว่า 5 คน วงเงินกู้ไม่เกิน 300,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนภายใน 5 ปี

         ทั้งนี้ สามารถยื่นคำขอจดทะเบียน ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 แห่ง โดยสามารถยื่นคำขอได้จนถึง 31 ส.ค. นี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 245 1317 หรือสายด่วน โทร.1506 กด 2

 


ที่มา : https://bit.ly/3KeZ46G