รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยมาตรการลดอัตราเงินสมทบประกันสังคมงวดเดือนตุลาคม-ธันวาคม บังคับใช้แล้ว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยมาตรการลดอัตราเงินสมทบประกันสังคมงวดเดือนตุลาคม-ธันวาคม บังคับใช้แล้ว

        รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยมาตรการลดอัตราเงินสมทบประกันสังคมงวดเดือนตุลาคม-ธันวาคม บังคับใช้แล้ว ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของนายจ้างและลูกจ้างและในขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติเหมือนก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยเร็ว



        นางสาวทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มาตรการลดอัตราเงินสมทบประกันสังคมงวดเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2565 มีผลบังคับใช้แล้ว ตามที่มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของลูกจ้างผู้ประกันตนและเพิ่มสภาพคล่องให้กับนายจ้างผู้ประกอบการจากสถานการณ์การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นเนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติโลก ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยการปรับลดอัตราเงินสมทบจะเริ่มตั้งแต่งวดเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2565 โดยให้จัดเก็บเงินสมทบฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เหลือร้อยละ 3 ของค่าจ้าง จากเดิมร้อยละ 5 ทำให้อัตราเงินสมทบที่นายจ้างและลูกจ้างจ่ายอยู่ในระหว่าง 49.50-450 บาทต่อเดือน จากเดิม 83-750 บาทต่อเดือน และสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ปรับลดอัตราเงินสมทบเหลือร้อยละ 3 ของค่าจ้าง จากเดิมร้อยละ 5 เช่นกัน ทำให้จากเดิมที่ชำระเงินสมทบเดือนละ 432 บาท เหลือเดือนละ 240 บาท และแม้จะมีการปรับลดอัตราเงินสมทบแต่ผู้ประกันตนยังคงได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนเดิม

        ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มุ่งมั่นที่ทำทุกวิถีทางให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดีและยกระดับคุณภาพชีวิตจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและยังมีมาตรการช่วยประคับประคองและผลักดันให้นายจ้างผู้ประกอบการสามารถปรับตัวอยู่ได้ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือนายจ้าง – ลูกจ้างในช่วงวิกฤตจากสถานการณ์โควิด 19 ตั้งแต่ปี 2563 โดยได้มีการปรับลดอัตราเงินสมทบรวมกันทั้งหมด 21 เดือน เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของนายจ้างและลูกจ้างและในขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติเหมือนก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยเร็ว

 


ที่มา : https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG221027155033461