สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการประชุมปรึกษาคดี จํานวน 8 เรื่อง ซึ่งเป็นคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการประชุมปรึกษาคดี จํานวน 8 เรื่อง ซึ่งเป็นคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ

วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ ดังนี้
นายวินิจ จินใจ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 78/2567)
นายวินิจ จินใจ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า การกระทําของนายทะเบียนพรรคการเมือง (ผู้ถูกร้องที่ 1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 2) นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร (ผู้ถูกร้องที่ 3) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ (ผู้ถูกร้องที่ 4) นายสนธิญา สวัสดี (ผู้ถูกร้องที่ 5) พรรคพลังประชารัฐ (ผู้ถูกร้องที่ 6) และพรรคภูมิใจไทย (ผู้ถูกร้องที่ 7) ที่ดําเนินการต่อพรรคก้าวไกล เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องในฐานะอดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 25 และมาตราอื่น ๆ
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบคําร้องไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ โดยตรงจากการกระทําของผู้ถูกร้องที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 อย่างไร เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้อง ในฐานะอดีตสมาชิกพรรคก้าวไกลที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้องที่ และผู้ถูกร้องที่ 2 เท่านั้น กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213
ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การกระทําของผู้ถูกร้องที่ 3 ถึงผู้ถูกร้องที่ 7 เป็นการกระทําละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพของผู้ร้อง นั้น ผู้ถูกร้องที่ 3 ถึงผู้ถูกร้องที่ 7 มิใช่หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงาน ซึ่งใช้อํานาจรัฐ การกระทําของผู้ถูกร้องดังกล่าวมิใช่การกระทําของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานซึ่งใช้อํานาจรัฐ กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 ซึ่งมาตรา 46วรรคสาม บัญญัติให้ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคําสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
นายวัฒนา ชมเชย (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 79/2567)
นายวัฒนา ชมเชย (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า พระราชกําหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 มาตรา 16 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา 27 และการที่นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสํานักงาน ก.ล.ต. (ผู้ถูกร้องที่ 1) และนางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ สํานักงาน ก.ล.ต. (ผู้ถูกร้องที่ 2) อ้างประกาศคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ กจ. 10/2561 เพื่อละเว้นการกล่าวโทษ ว่าที่ร้อยตรี พงษกร อินทราพงษ์ (ผู้ถูกร้องที่ 3) เป็นการกระทําที่ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 วรรคสอง มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา 27 และไม่ชอบด้วยพระราชกําหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า พระราชกําหนด การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 มาตรา 16 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา 27 เป็นกรณีการยื่นคําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สิทธิไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 และมาตรา 231 (1) กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 48 ประกอบมาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคําร้อง ดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกร้องที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 อ้างประกาศคณะกรรมการกํากับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ กจ. 10/2561 เพื่อละเว้นการกล่าวโทษผู้ถูกร้องที่ 3 เป็นการกระทํา ที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา ๒๗ และไม่ชอบด้วยพระราชกําหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 นั้น เห็นว่า การกระทําของผู้ถูกร้อง ที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นการใช้อํานาจตามกฎหมาย หากผู้ร้องเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ผู้ร้อง อาจใช้สิทธิทางศาลได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสาม เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญได้กําหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคําร้อง ดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคําสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
พระอํานาจ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 80/2567)
พระอํานาจ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า การพิจารณาพิพากษาคดีขององค์คณะผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ภาค 4 (ผู้ถูกร้องที่ 1 ถึงผู้ถูกร้อง ที่ 3) ในคดีหมายเลขดําที่ 1118/2564 คดีหมายเลขแดงที่ 2200/2564 และคําสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาของ องค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกา (ผู้ถูกร้องที่ 4 ถึงผู้ถูกร้องที่ 6) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทําที่ละเมิด สิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 และมาตรา 27 และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 157
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ผู้ร้องยื่นคําร้องเกิน 90 วัน นับแต่วันที่ พ้นกําหนดเวลาที่ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีไม่เป็นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 48 วรรคสอง และเป็นกรณีที่ผู้ร้องโต้แย้งดุลพินิจการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้ถูกร้องทั้งหก เป็นการใช้อํานาจของผู้พิพากษาหรือตุลาการที่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 188 วรรคสอง ประกอบกับเป็นเรื่องที่ศาลอื่นมีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคําสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
ว่าที่ร้อยตรี ภูมิสิทธิ์ จันทร์ขาว (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 81/2567)
ว่าที่ร้อยตรี ภูมิสิทธิ์ จันทร์ขาว (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ผู้ถูกร้องที่ ๑) โอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคําพิพากษาให้แก่ บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) (ผู้ถูกร้องที่ 2) โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้อง เป็นการ ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องในการเลือกเจ้าหนี้โดยชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคหนึ่ง และการที่ ผู้ถูกร้องที่ 2 ยื่นคําร้องขอสวมสิทธิแทนผู้ถูกร้องที่ 1 เข้ามาในคดีหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภค มีคําพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เป็นการกระทําที่ขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบ คําร้องปรากฏว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่น หรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคําพิพากษาหรือ คําสั่งถึงที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้อง ไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคําสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
นายดนุกรณ์ บุญเทพ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 82/2567)
นายดนุกรณ์ บุญเทพ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า การที่องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ (ผู้ถูกร้อง) ตราประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม มีผลย้อนหลังเพื่อลงโทษหรือเพิ่มโทษของบุคคลในคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 5
และมาตรา 29 หรือไม่
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า คําร้องที่ผู้ร้องยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นคนละประเด็นกับการยื่นตามคําร้องนี้ กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบกับผู้ร้องขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สิทธิไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 และมาตรา 231 (1) กรณี ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 48 ประกอบมาตรา 47 (2) และเป็นเรื่องที่ศาลอื่นมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ถึงที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคําสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 บทนิยามคําว่า “จําหน่าย” เฉพาะในส่วนที่บัญญัติ ว่า “และให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจําหน่าย” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 33/2567
ศาลอุทธรณ์ส่งคําโต้แย้งของจําเลยที่ 4 (นายธีรหรือช้าง คมประมูล) ในคดีอาญาหมายเลขดําที่ อ 3199/2558 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3670/2559 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 บทนิยามคําว่า “จําหน่าย” เฉพาะในส่วนที่บัญญัติว่า “และให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจําหน่าย” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 หรือไม่
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงไม่ทําการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง นัดแถลงด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ และลงมติ ในวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09.30 นาฬิกา
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 334 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง มาตรา 33 วรรคหนึ่ง และมาตรา 37 วรรคหนึ่ง หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 18/2567)
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ส่งคําโต้แย้งของจําเลย ในคดีหมายเลขดําที่ ผบ บ 1/2564 คดีหมายเลข แดงที่ ผบ บ 1/2564เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 334 ที่บัญญัติให้อํานาจผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดออก หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่ได้ทันที คดีขับไล่ได้ทันที โดยไม่ต้องออกคําบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง มาตรา 33 วรรคหนึ่ง และมาตรา 37 วรรคหนึ่ง หรือไม่
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 334 ที่บัญญัติให้อํานาจผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่ได้ทันที โดยไม่ต้องขอออกคําบังคับก่อน ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง มาตรา 33 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง
พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2564 มาตรา 64 (4) และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง (2) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสาม หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 25/2567)
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ส่งคําโต้แย้งของผู้คัดค้าน ในคดีหมายเลขดําที่ ลต อบจ 1/2567 เพื่อ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือ ผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 64(4) และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง (2) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 27 หรือไม่
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (4 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 64 (4) ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และ มาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จํานวน 4 คน คือ นายปัญญา อุดชาชน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จํานวน 1 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เห็นว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 64 (4) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสาม
ส่วนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (2) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสาม
หมายเหตุ บทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาในคดีเรื่องพิจารณาที่ 18/2567 เรื่อง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 334 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง มาตรา วรรคหนึ่ง และมาตรา 37 วรรคหนึ่ง หรือไม่
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
อํานาจของผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดยื่นคําขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบริวาร ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์
มาตรา 334 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ หากทรัพย์สินที่โอน นั้นมีลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบริวารอยู่อาศัย และลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ซื้อชอบที่จะยื่นคําขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ หากทรัพย์สินที่โอนนั้นมีลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบริวารอยู่อาศัย และลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปจาก นั้น ผู้ซื้อชอบที่จะยื่นคําขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลให้ออกหมายบังคับอสังหาริมทรัพย์นั้น คดีเพื่อบังคับให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยให้นําบทบัญญัติมาตรา 271 มาตรา 278 วรรคหนึ่ง มาตรา 351 มาตรา 352 มาตรา 353 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง มาตรา 354 มาตรา 361 มาตรา 362 มาตรา 363 และมาตรา 364 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้ถือว่าผู้ซื้อเป็นเจ้าหนี้ ตามคําพิพากษา และลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบริวารที่อยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษา ตามบทบัญญัติดังกล่าว
หมายเหตุ บทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาในคดีเรื่องพิจารณาที่ 25/2567 เรื่อง พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 64 (4) และ มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (2) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสาม หรือไม่
พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562
ระยะเวลาหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
- มาตรา 64 เพื่อประโยชน์แห่งความเที่ยงธรรมและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ให้ผู้สมัครหาเสียง เลือกตั้งได้ภายในกําหนดเวลา ดังต่อไปนี้
- ฯลฯ ฯลฯ
- ในกรณีมีการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ให้กระทําได้ตั้งแต่วันที่มีคําสั่ คําสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่จนถึง เวลา 18.00 นาฬิกาของวันก่อนวันเลือกตั้ง
- ฯลฯ ฯลฯ
ข้อห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
- มาตรา 65 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือก ผู้ใดเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ด้วยวิธีการ ดังต่อไปนี้
- ฯลฯ
- ฯลฯ
- ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดย อ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัดหรือศาสนสถานอื่น สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด
- ฯลฯ
- ฯลฯ
ความรู้ทางกฎหมายเพื่อประโยชน์สังคม : บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 34 แต่หากเป็นกรณีการแสดงความเห็นในลักษณะของการวิจารณ์คําสั่งหรือคําวินิจฉัยคดีที่มิได้ กระทําโดยสุจริต โดยใช้ถ้อยคําที่มีความหมายหยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย เป็นความผิดฐานละเมิดอํานาจศาล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 38 และมาตรา 39 และอาจเป็นความผิดฐานดูหมิ่นศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199
ที่มา : https://shorturl.asia/LNH1M
