สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการประชุมปรึกษาคดี จํานวน 7 เรื่อง ซึ่งเป็นคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการประชุมปรึกษาคดี จํานวน 7 เรื่อง ซึ่งเป็นคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ




วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ ดังนี้
นายธรณิศ มั่นศรี (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 1/2568)
นายธรณิศ มั่นศรี (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) ยื่นคําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคําสั่งยุบ พรรคก้าวไกล และเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 2) ไม่พิจารณาตามระเบียบคณะกรรมการ การเลือกตั้งว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง พ.ศ. 2566 เป็นกรณีที่ผู้ถูกร้องทั้งสองไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และเป็นการยกเว้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 53 ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องตามรัฐธรรมนูญ
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบ คําร้อง ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือ เสรีภาพโดยตรงจากการกระทําของผู้ถูกร้องทั้งสองอย่างไร เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องที่ไม่เห็นด้วย กับการใช้อํานาจของผู้ถูกร้องทั้งสองในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 เท่านั้น กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้ร้อง ไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคําสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
นายฟิเดลิส หรือปิดเดลิส โรตานน่า งวาบูบา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 2/2568)
นายฟิเดลิส หรือปิดเดลิส โรตานน่า งวาบูบา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า การกระทําของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ผู้บัญชาการเรือนจํากลาง บางขวาง (ผู้ถูกร้องที่ 2) และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมราชทัณฑ์และเรือนจํากลางบางขวาง (ผู้ถูกร้องที่ 3) เกี่ยวกับ การไม่ให้ผู้ร้องติดต่อสื่อสารกับผู้ที่จะแต่งตั้งเป็นทนายความและผู้แทนตามกฎหมาย การยกคําร้องทุกข์ของผู้ร้อง การออกข้อบังคับและนโยบายจํากัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องขัง การไม่พิจารณาคําอุทธรณ์คําสั่งต่าง ๆ ภายใน ระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด และการลงโทษทางวินัยผู้ร้องฐานจงใจทําให้ผู้อื่นหรือกิจการเรือนจําเสียหาย เป็นการ ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 มาตรา 26 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 36 มาตรา 41 (2) และ (3) มาตรา 50 (3) (6) และ (10) มาตรา 51 มาตรา 53 และมาตรา 68
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบคําร้องปรากฏว่า การกระทําของผู้ถูกร้องทั้งสามเกี่ยวกับการไม่ให้ผู้ร้องติดต่อสื่อสารกับผู้ที่จะแต่งตั้งเป็นทนายความ และผู้แทนตามกฎหมาย การยกคําร้องทุกข์ของผู้ร้อง การออกข้อบังคับและนโยบายจํากัดสิทธิและเสรีภาพ ของผู้ต้องขัง และการไม่พิจารณาคําอุทธรณ์คําสั่งต่าง ๆ ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด นั้น แม้ผู้ร้อง ยื่นค่าร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในระยะเวลาที่กฎหมาย กําหนด หรือผู้ร้องยื่นคําร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งผลการพิจารณาให้ยุติเรื่อง อันทําให้ ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคําร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม และกรณีการกระทําของผู้ถูกร้องที่ 2 และผู้ถูกร้องที่ ที่ลงโทษทางวินัยผู้ร้องฐานจงใจทําให้ผู้อื่นหรือกิจการเรือนจําเสียหาย ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคําร้องต่อผู้ตรวจ การแผ่นดินเสียก่อน กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบกับการกระทําของผู้ถูกร้อง ทั้งสามเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมาย หากผู้ร้องเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ผู้ร้องอาจใช้สิทธิทางศาลได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสาม เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กําหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคําสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
นายกิตติ แสงประดิษฐ์ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 3/2568)
นายกิตติ แสงประดิษฐ์ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า การที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ถูกร้อง) นําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยมิได้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามความเป็นรัฐมนตรี ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 และมาตรา 160 ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 และไม่เป็นไปตามคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 21/2567
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบ คําร้องไม่ปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคําร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเสียก่อน และไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการกระทําของผู้ถูกร้องอย่างไรข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องเท่านั้น กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคําสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
นางสาวรศิ วิศาลสุเมธา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 4/2568)
นางสาวรติ วิศาลสุเมธา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า ผู้ร้องประสงค์ยื่นคําร้องในนามตนเองและกรรมการบริษัท รักความสุข จํากัด ขอติดตามฎีกาขอพระราชทาน พระบรมราชวินิจฉัยอรรถคดี ขอให้ปฏิรูปประเทศ ขอให้แต่งตั้งผู้ร้องดํารงตําแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติในนามประเทศไทย และขอให้แต่งตั้งบุคคลมาดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบ คําร้องไม่ปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคําร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินในกรณีดังกล่าวเสียก่อน อีกทั้งไม่ได้ระบุว่าเหตุแห่งการร้อง คือเรื่องใด การกระทําใดที่เป็นการละเมิดต่อสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องโดยตรงอย่างไร เป็นคําร้องที่ไม่ชัดเจน ไม่อาจเข้าใจและไม่อาจแก้ไขได้ กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคําสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 34/2567)
ศาลปกครองกลางส่งคําโต้แย้งของผู้ฟ้องคดี (นายโกมินทร์ สมัครรัฐกิจ) ในคดีหมายเลขดําที่ 56/2567 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า พระราชบัญญัติลักษณะ ปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) ที่บัญญัติให้ผู้ใหญ่บ้านต้องพ้นจากตําแหน่ง เมื่อราษฎรผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 ในหมู่บ้านนั้นจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของราษฎร ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 ทั้งหมดเข้าชื่อกันขอให้ออกจากตําแหน่ง ในกรณีเช่นนั้น ให้นายอําเภอสั่งให้พ้นจากตําแหน่ง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง หรือไม่
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจัดทําความเห็นและจัดส่งสําเนาเอกสารหลักฐานตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกําหนด ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1) ว่า พระราชบัญญัติเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา พุทธศักราช 2484 มาตรา 4 บทนิยามคําว่า “ข้าราชการฝ่ายพลเรือน” ที่มิได้กําหนดให้หมายความรวมถึงพนักงานส่วนตําบลด้วย มีปัญหา เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 40/2567)
ผู้ตรวจการแผ่นดินผู้ร้อง (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1) ว่า พระราชบัญญัติเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา พุทธศักราช 2484 มาตรา 4 บทนิยามคําว่า “ข้าราชการฝ่ายพลเรือน” ที่มิได้กําหนดให้หมายความรวมถึงพนักงานส่วนตําบลด้วย มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 หรือไม่
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจัดทําความเห็นและจัดส่งสําเนาเอกสารหลักฐานตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกําหนด ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ 1 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 29 หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 37/2567 และเรื่องพิจารณาที่ 1/2564)
ศาลอาญาส่งคําโต้แย้งของจําเลย (นายพฤทธิกร สาระกุล) ในคดีอาญาหมายเลขดําที่ อ 1485/2566 และคดีอาญาหมายเลขดําที่ อ 1486/2566 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ 1 ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 29 หรือไม่
ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เรื่องพิจารณาที่ 37/2567 และเรื่องพิจารณาที่ 1/2568 มีประเด็นสําคัญแห่งคดีที่จะต้องพิจารณาเป็นประเด็นเดียวกัน จึงรวมการพิจารณา ทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกัน โดยให้เรื่องพิจารณาที่ 37/2567 เป็นเรื่องหลัก
ความรู้ทางกฎหมายเพื่อประโยชน์สังคม : บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 34 แต่หากเป็นกรณีการแสดงความเห็นในลักษณะของการวิจารณ์คําสั่งหรือคําวินิจฉัยคดีที่มิได้ กระทําโดยสุจริต โดยใช้ถ้อยคําที่มีความหมายหยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย เป็นความผิดฐานละเมิดอํานาจศาล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 38 และมาตรา 39 และอาจเป็นความผิดฐานดูหมิ่นศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198
ที่มา : https://shorturl.asia/IZk0O
