สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการประชุมปรึกษาคดี จํานวน 7 เรื่อง ซึ่งเป็นคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการประชุมปรึกษาคดี จํานวน 7 เรื่อง ซึ่งเป็นคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ

            สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการประชุมปรึกษาคดี จํานวน 7 เรื่อง ซึ่งเป็นคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ


 

 

 

 

 

 

วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ ดังนี้

 

นายณรงค์ชัย ปัญญานนทชัย (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 5/2568)

 

            นายณรงค์ชัย ปัญญานนทชัย (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้อง) ไม่เรียกเอกสารหรือหลักฐานแสดงคุณลักษณะ ของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาว่าเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทํางานหรือเคยทํางานด้านใดด้านหนึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง (1) ทําให้ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ไม่สามารถคัดเลือกเองได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือใช้ดุลพินิจได้อย่างถูกต้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107

 

ผลการพิจารณา

            ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบ คําร้อง ปรากฏว่าคําร้องเรียนที่ผู้ร้องยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นคําร้องเรียนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 (1) มิใช่การยื่นคําร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 และการกระทําของผู้ถูกร้องเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมาย หากผู้ร้องเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ผู้ร้องอาจใช้สิทธิทางศาลได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสาม ประกอบกับกรณีขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นโมฆะนั้น รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กําหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่ง มาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

 

            ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคําสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

 

พันเอก เกรียงไกร ลาดปาละ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 6/2568)

 

            พันเอก เกรียงไกร ลาดปาละ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า การที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ผู้ถูกร้องที่ 1) มีคําสั่งไต่สวน ข้อเท็จจริงโดยไม่แสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเบื้องต้น และไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องกับพวกไปรายงานตัวต่อ อัยการสูงสุด (ผู้ถูกร้องที่ 2) ทําให้ผู้ร้องไม่สามารถคัดค้านสํานวนการไต่สวนของผู้ถูกร้องที่ 1 การที่ผู้ถูกร้องที่ 2 และอัยการศาลทหาร (ผู้ถูกร้องที่ 3) มีความเห็นสั่งฟ้องโดยไม่ได้นําตัวผู้ร้องกับพวกฟ้องคดี ณ ห้องพิจารณาคดี ของศาลทหารกรุงเทพ (ผู้ถูกร้องที่ 4) ทําให้ผู้ร้องไม่ได้คัดค้านคําฟ้องของผู้ถูกร้องที่ 2 และผู้ถูกร้องที่ ในห้องพิจารณาคดี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 50 (3) และ (6)
มาตรา 213 มาตรา 215 และมาตรา 248

 

ผลการพิจารณา
            ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบคําร้องเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่ รับคําร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

 

            ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคําสั่งไม่รับคําร้อ าร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

 

นางสาวรศิ วิศาลสุเมธา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 7/2568)

 

            นางสาวรติ วิศาลสุเมธา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า ผู้ร้องยื่นคําร้องติดตามการถวายฎีกาเพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัยอรรถคดี เนื่องจากผู้พิพากษาและตุลาการ ในศาลต่าง ๆ กระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ขาดคุณสมบัติ และสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ประเทศ ขอปฏิรูปประเทศ ขอให้แต่งตั้งผู้ร้องเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ ขอให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตําแหน่ง และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก้ผู้ร้อง

 

ผลการพิจารณา

            ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบ คําร้องไม่ปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคําร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินในกรณีดังกล่าวเสียก่อน ประกอบกับคําร้องไม่ได้ระบุว่าเหตุแห่งการร้องคือเรื่องใด การกระทําใดที่เป็นการละเมิดต่อสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องโดยตรงอย่างไร เป็นคําร้อง ที่ไม่ชัดเจน ไม่อาจเข้าใจ และไม่อาจแก้ไขได้ กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561มาตรา 46 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

 

            ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

 

นางสาวรศิ วิศาลสุเมธา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 8/2568)

 

            นางสาวรศิ วิศาลสุเมธา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า ผู้ร้องประสงค์ยื่นคําร้องในนามตนเองและกรรมการบริษัท รักความสุข จํากัด ขอติดตามเร่งรัดอรรถคดี ขอให้ มีคําสั่งให้นายกรัฐมนตรียุบสภาและลาออกจากตําแหน่ง และขอให้แต่งตั้งผู้ร้องดํารงตําแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

 

ผลการพิจารณา
            ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบ คําร้องไม่ปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคําร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินในกรณีดังกล่าวเสียก่อน ประกอบกับคําร้องไม่ได้ระบุว่าเหตุแห่งการร้องคือเรื่องใด การกระทําใดที่เป็นการละเมิดต่อสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องโดยตรงอย่างไร เป็นคําร้อง ที่ไม่ชัดเจน ไม่อาจเข้าใจ และไม่อาจแก้ไขได้ กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

 

            ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

 

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 169 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 188 มาตรา 194 มาตรา 225 และมาตรา 226 วรรคเจ็ด หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 26/2567)

 

            ศาลจังหวัดศรีสะเกษส่งคําโต้แย้งของจําเลย (นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ที่ 1 นายไพฑูรย์ เขตบํารุง ที่ 4 นางแก้วนภา เขตบํารุง ที่ 5 และนายวรชัย โปร่งจิต ที่ 5) ในคดีหมายเลขดําที่ อ 1454/2566 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งรับคําโต้แย้ง ของจําเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 169 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 188 มาตรา 194 มาตรา 225 และมาตรา 226 วรรคเจ็ด หรือไม่

 

ผลการพิจารณา
            ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในวันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09.30 นาฬิกา

 

ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 บทนิยามคําว่า “จําหน่าย” เฉพาะในส่วนที่บัญญัติว่า “และให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจําหน่าย” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 33/2567)

 

            ศาลอุทธรณ์ส่งคําโต้แย้งของจําเลยที่ 4 (นายธีรหรือช้าง คมประมูล) ในคดีอาญาหมายเลขดําที่ อ 3199/2558 คดีหมายเลขแดงที่ อ. 3670/2559 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 บทนิยามคําว่า “จําหน่าย” เฉพาะในส่วนที่บัญญัติว่า “และให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจําหน่าย” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง หรือไม่

 

ผลการพิจารณา
            ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 บทนิยามคําว่า “จําหน่าย” เฉพาะในส่วนที่บัญญัติว่า “และให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจําหน่าย” ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง

 

คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของนายสมชาย เล่งหลัก สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 (4) ประกอบ มาตรา 108 ข. ลักษณะต้องห้าม (1) และมาตรา 94 (5) หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 38/2567)

 

            คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง ส่งคําร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีนายสมชาย เล่งหลัก สมาชิกวุฒิสภา ผู้ถูกร้อง ต้องคําพิพากษาศาลฎีกาที่ ลต สส 338/2567 ลงวันที่ 23 กันยายน 2567 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกร้องเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคําพิพากษา เป็นเหตุให้ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 (4) ประกอบมาตรา 108 ข. ลักษณะต้องห้าม (1) และมาตรา 98 (4) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ตําแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาของผู้ถูกร้องว่างลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคําวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 45 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง

  • ผู้ถูกร้องยื่นคําร้องครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2567 ขอขยายระยะเวลายื่นคําชี้แจง แก้ข้อกล่าวหา 30 วัน นับแต่วันครบกําหนดยื่นคําชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งอนุญาตให้ขยาย ระยะเวลายื่นคําชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกําหนดขยายระเวลาครั้งแรก
  • ผู้ถูกร้องยื่นคําร้องครั้งที่ 2 ฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2568 ขอขยายระยะเวลายื่น แก้ข้อกล่าวหา ครั้งที่สอง อีก 15 วัน นับแต่วันครบกําหนดขยายระยะเวลาครั้งแรก ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่ง อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคําชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันครบกําหนดขยายระเวลาครั้งแรก
  • ผู้ถูกร้องยื่นคําร้องครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ขอขยายระยะเวลายื่นคําชี้แจง แก้ข้อกล่าวหา ครั้งที่สาม เป็นครั้งสุดท้าย อีก 30 วัน นับแต่วันครบกําหนดขยายระยะเวลาครั้งที่สองแล้ว 

ผลการพิจารณา
            ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคําร้องของผู้ถูกร้องซึ่งขอขยายระยะเวลาอีกเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงมีคําสั่งอนุญาตเป็นครั้งสุดท้ายให้ขยายระยะเวลาออกไปถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568

 

            หมายเหตุ บทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาในคดีเรื่องพิจารณาที่ 33/2567 เรื่อง ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 บทนิยามคําว่า “จําหน่าย” เฉพาะในส่วนที่บัญญัติว่า “และให้ หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจําหน่าย” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง หรือไม่

 

ประมวลกฎหมายยาเสพติด

  • บทนิยามคําว่า “จําหน่าย”
  • มาตรา 1 ในประมวลกฎหมายนี้ ฯลฯ
  • “จําหน่าย” หมายความว่า ขาย แลกเปลี่ยน จ่าย แจก หรือให้โดยมีสิ่งตอบแทน หรือผลประโยชน์อย่างอื่น และให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจําหน่ายฯลฯ 

            บทกําหนดโทษฐานผลิต นําเข้า ส่งออก จําหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ มาตรา 145 ผู้ใดผลิต นําเข้า ส่งออก จําหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ ในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 90 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทําดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่สองปี
ถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท

  • การกระทําเพื่อการค้า
  • การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน
  • การจําหน่ายแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี
  • การจําหน่ายในบริเวณสถานศึกษา สถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใดหรือสถานที่ราชการ
  • การกระทําโดยใช้กําลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กําลังประทุษร้าย
  • การกระทําโดยมีอาวุธหรือใช้อาวุธ 

            ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองเป็นการกระทําดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต

  • การกระทําโดยหัวหน้า ผู้มีหน้าที่สั่งการ หรือผู้มีหน้าที่จัดการในเครือข่ายอาชญากรรม
  • การทําให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป 

ความรู้ทางกฎหมายเพื่อประโยชน์สังคม : บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 34 แต่หากเป็นกรณีการแสดงความเห็นในลักษณะของการวิจารณ์คําสั่งหรือคําวินิจฉัยคดีที่มิได้ กระทําโดยสุจริต โดยใช้ถ้อยคําที่มีความหมายหยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย เป็นความผิดฐานละเมิดอํานาจศาล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 38 และมาตรา 39 และอาจเป็นความผิดฐานดูหมิ่นศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198

 


ที่มา : https://shorturl.asia/FujNX

-->