สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการประชุมปรึกษาคดี จํานวน 5 เรื่อง ซึ่งเป็นคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการประชุมปรึกษาคดี จํานวน 5 เรื่อง ซึ่งเป็นคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ

           สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการประชุมปรึกษาคดี จํานวน 5 เรื่อง ซึ่งเป็นคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ


 

 

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการประชุมปรึกษาคดี จํานวน 5 เรื่อง ซึ่งเป็นคดีที่สําคัญและเป็นที่สนใจ

นายรัฐพงษ์ จินดาพล และนางสาวรัชดาภรณ์ จินดาพล (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 13/2564)

 

          นายรัฐพงษ์ จินดาพล และนางสาวรัชดาภรณ์ จินดาพล (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่อําเภอพุนพิน อําเภอ ท่าขนอน กิ่งอําเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี อําเภอเมืองพังงา อําเภอท้ายเหมือง อําเภอทับปุด อําเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา และอําเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เพื่อสร้างทางรถไฟ พุทธศักราช 2488 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 37 วรรคสามและวรรคห้า

ผลการพิจารณา

          ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า พระราชบัญญัติเวนคืน อสังหาริมทรัพย์ในท้องที่อําเภอพุนพิน อําเภอท่าขนอน กิ่งอําเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี อําเภอเมืองพังงา อําเภอท้ายเหมือง อําเภอทับปุด อําเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา และอําเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เพื่อสร้างทางรถไฟ พุทธศักราช 2488 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 37 วรรคสาม และวรรคห้า เป็นการยื่นคําร้องขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สิทธิ ไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 และมาตรา 231 (1) กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 48 ประกอบมาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องทั้งสองไม่อาจยื่นคําร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

          ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคําสั่งไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

คําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 (เรื่องพิจารณาที่ 3/2568)

 

          นายนิยม นพรัตน์ (ผู้ร้อง) ยื่นคําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า บุคคลและกลุ่มบุคคลผู้ถูกร้อง รวม 7 คณะ (ผู้ถูกร้องที่ 1 ถึงที่ 7) มีพฤติการณ์อันเป็นการใช้สิทธิหรือ เสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ค.ศ. 2001 หรือ MOU 2554 เพื่อทําให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มของพวกตนและก่อความวุ่นวายจนเกิดสภาพที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เพื่อนําไปสู่การทํารัฐประหาร เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องยื่นคําร้องต่ออัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 3มกราคม 2568 และวันที่ 13 มกราคม 2568 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 อัยการสูงสุดเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสาร ประกอบไม่มีมูลเหตุเพียงพอที่จะรับดําเนินการเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทําดังกล่าว ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง อัยการสูงสุดมีคําสั่งไม่รับดําเนินการตามที่ร้องขอ ผู้ร้องจึงยื่นคําร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ผู้ถูกร้องทั้งเจ็ดเลิกการกระทําดังกล่าว

ผลการพิจารณา

          ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบคําร้องปรากฏว่า การกระทําของผู้ถูกร้องที่ 1 ถึงที่ 7 ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเป็นการแสดงความคิดเห็นและทํากิจกรรม ทางการเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคัดค้าน MOU 2544 ซึ่งเป็นสิทธิหรือเสรีภาพในการตรวจสอบและ วิพากษ์วิจารณ์การทํางานของรัฐบาล ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นที่ชัดเจนเพียงพอและยังห่างไกลเกินกว่าเหตุที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งเจ็ดได้กระทําให้เป็นผลล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคําสั่งไม่รับคําร้อ คําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ/1 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 29 หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 37/2567 และเรื่องพิจารณาที่ 1/2568)

 

          ศาลอาญาส่งคําโต้แย้งของจําเลย (นายพฤทธิกร สาระกุล) ในคดีอาญาหมายเลขดําที่ อ 1485/2566 และคดีอาญาหมายเลขดําที่ อ 1486/2566 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ/ด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 29 หรือไม่

ผลการพิจารณา

          ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจัดทําความเห็นและจัดส่งสําเนาเอกสารหลักฐานตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกําหนด ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของนายสมชาย เล่งหลัก สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 (4) ประกอบ มาตรา 108 ข. ลักษณะต้องห้าม (1) และมาตรา 94 (5) หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 38/2568)

          คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ร้อง) ส่งคําร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีนายสมชาย เล่งหลัก สมาชิกวุฒิสภา (ผู้ถูกร้อง) ปรากฏตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ ลต สส 338/2567 ลงวันที่ 23 กันยายน 2567 พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกร้องเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคําพิพากษา เป็นเหตุให้ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 (4) ประกอบมาตรา 108 ข. ลักษณะต้องห้าม (1) และมาตรา 98 (5) จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่ง ให้ตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาของผู้ถูกร้องว่างลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคําวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 45 และพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง โดยผู้ถูกร้องยื่นคําชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

ผลการพิจารณา

          ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง

          ศาลรัฐธรรมนูญกําหนดนัดแถลงด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ และลงมติในวันพุธที่ 26 มีนาคม 2568 เวลา 09.30 นาฬิกา นัดฟังคําวินิจฉัยเวลา 15.00 นาฬิกา เป็นต้นไป ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 169 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 194วรรคหนึ่ง มาตรา 225 และ มาตรา 226 วรรคเจ็ด หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 26/2567)

 

          ศาลจังหวัดศรีสะเกษส่งคําโต้แย้งของจําเลย (นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ที่ 1 นายไพฑูรย์ เขตบํารุง ที่ 4 นางแก้วนภา เขตบํารุง ที่ 5 และนายวรชัย โปร่งจิต ที่ 5) ในคดีหมายเลขดําที่ อ 1454/2566 เพื่อขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งรับคําโต้แย้งของจําเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 169 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 194 วรรคหนึ่ง มาตรา 225 และมาตรา 226 วรรคเจ็ด หรือไม่

ผลการพิจารณา

          ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 169ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 194 วรรคหนึ่ง มาตรา 225 และมาตรา 226 วรรคเจ็ด

ความรู้ทางกฎหมายเพื่อประโยชน์สังคม : บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 34 แต่หากเป็นกรณีการแสดงความเห็นในลักษณะของการวิจารณ์คําสั่งหรือคําวินิจฉัยคดีที่มิได้ กระทําโดยสุจริต โดยใช้ถ้อยคําที่มีความหมายหยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย เป็นความผิดฐานละเมิดอํานาจศาล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 38 และมาตรา 39 และอาจเป็นความผิดฐานดูหมิ่นศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198

 


ที่มา : https://shorturl.asia/5exVC

-->