ราชกิจจานุเบกษา ประกาศข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา
ราชกิจจานุเบกษา ประกาศข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568




ประกาศราชกิจจานุเบกษา ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568
ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว และวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 110 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประธานศาลฎีกาจึงออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว และวิธีเรียกประกันในคดีอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568”
ข้อ 2 ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในข้อ 5 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว และวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 6 ศาลอาจให้เจ้าพนักงานศาลเก็บข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุและพฤติการณ์ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาหรือถูกฟ้องร้อง บุคลิกลักษณะ นิสัย สภาพทางร่างกายและจิตใจ การศึกษา การประกอบอาชีพการงาน ประวัติการกระทำความผิดอาญา สภาพและฐานะของครอบครัว ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคม หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องของผู้ต้องหาหรือจำเลยแล้วจัดทำรายงาน หรือความเห็นหรือประเมินความเสี่ยงเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวด้วยก็ได้
ในคดีที่มีผู้ต้องหาหรือจำเลยหลายคน การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง และการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ให้พิจารณาเป็นรายบุคคล”
ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในข้อ 7 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว และวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 7 ในการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวและการกำกับดูแลผู้ต้องหาหรือจำเลยให้พิจารณา และดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108 และมาตรา 108/1″
ข้อ 5 ให้ยกเลิกความในข้อ 9 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว และวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 9 เงื่อนไขที่อาจกำหนดให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติตามข้อ 8 (1) เช่น
(1) ให้มาศาลตามกำหนดนัด
(2) ห้ามยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
(3) ห้ามเดินทางออกนอกประเทศหรือออกนอกพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
(4) ห้ามพบหรือเข้าใกล้หรือยุ่งเกี่ยวกับผู้เสียหายหรือบุคคลที่ศาลกำหนด
(5) ห้ามออกจากที่อยู่อาศัย
(6) การเปลี่ยนหรือย้ายที่อยู่อาศัยต้องแจ้งให้ศาลทราบ
(7) ห้ามเข้าไปในสถานที่บางแห่ง
(8) ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลบางประเภท
(9) ให้รายงานตัวต่อผู้กำกับดูแลเจ้าพนักงานหรือบุคคลที่ศาลกำหนด
(10) ให้เข้ารับคำปรึกษาหรือบำบัดรักษาความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ
(11) ให้เข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อหาสารเสพติด
(12) ห้ามทำกิจกรรมหรือประกอบอาชีพบางอย่าง
(13) ห้ามพกพาอาวุธปืน
(14) ห้ามกระทำการอย่างใด เพื่อป้องกันความเสียหายอันมีลักษณะอย่างเดียวกับที่ถูกฟ้องร้อง”
ข้อ 6 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นหัวข้อ การปล่อยตัวกรณีมีเหตุพิเศษและการเปลี่ยนแปลง การกำกับดูแลหรือการเรียกประกัน ข้อ 4/1 ข้อ 97/2 และข้อ 49/3 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565
“การปล่อยตัวกรณีมีเหตุพิเศษและการเปลี่ยนแปลงการกำกับดูแลหรือการเรียกประกัน
ข้อ 9/1 ถ้าความปรากฏแก่ศาลว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นมีอายุไม่ถึงสิบแปดปีหรือเป็นหญิง มีครรภ์หรือเพิ่งคลอดบุตรมาไม่ถึงสามเดือน หรือเจ็บป่วยซึ่งถ้าต้องขังจะถึงอันตรายแก่ชีวิต หรือปรากฏเหตุอื่น ซึ่งทำให้ความเสี่ยงในการหลบหนี ภัยอันตราย หรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวนั้นหมดไป ศาลจะออกหมายปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งถูกขังอยู่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71 วรรคสาม ประกอบมาตรา 75 ก็ได้
ข้อ 9/2 ถ้าความปรากฏภายหลังว่า การกำกับดูแลและมาตรการกำกับดูแลที่กำหนดไว้ ไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสม ศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือวิธีการกำกับดูแลที่เข้มงวดเพิ่มขึ้น หรือลดลง เปลี่ยนสัญญาประกันหรือหลักประกัน เพิ่มหรือลดหลักประกัน ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ แห่งคดีได้ตามที่เห็นสมควร หรืออาจสั่งเปลี่ยนแปลงการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยอาศัยหลักเกณฑ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ก็ได้
กรณีที่ศาลสูงมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวโดยกำหนดเงื่อนไขและวิธีการกำกับดูแลผู้ต้องหาหรือจำเลย ศาลสูงอาจมอบหมายให้ศาลชั้นต้นพิจารณาเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือวิธีการกำกับดูแลที่เข้มงวดเพิ่มขึ้น หรือลดลง เปลี่ยนสัญญาประกันหรือหลักประกัน เพิ่มหรือลดหลักประกันให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ แห่งคดีได้ตามที่เห็นสมควร หรืออาจสั่งเปลี่ยนแปลงการปล่อยชั่วคราวตามวรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องส่งให้ศาลสูง พิจารณาสั่งก็ได้
ข้อ 9/3 กรณีที่มีการถอนสัญญาประกันหรือถอนหลักประกัน หรือผู้ต้องหาหรือจำเลย ขอยกเลิกการปล่อยชั่วคราว โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิง กับพยานหลักฐาน หรือไปก่อเหตุภยันตรายประการอื่น ศาลมีอำนาจปล่อยชั่วคราวต่อไปได้ โดยนำพฤติการณ์ ของผู้ต้องหาหรือจำเลยในระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวมาประกอบการพิจารณากำหนดเงื่อนไข หรือมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมแทนการทำสัญญาประกันหรือวางหลักประกันก็ได้”
ข้อ 7 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของข้อ 14 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565
“กรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวภายใต้มาตรการกำกับดูแล แต่มีเหตุขัดข้องไม่อาจใช้ มาตรการกำกับดูแลดังกล่าวได้เป็นการชั่วคราว ศาลพึงปล่อยชั่วคราวโดยใช้มาตรการกำกับดูแลอื่น ไปพลางก่อนจนกว่าจะสามารถดำเนินการตามคำสั่งศาลได้”
ข้อ 8 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของข้อ 15 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วย การปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ในกรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศขอปล่อยชั่วคราว ให้ศาลมีคำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวต่อเมื่อผู้ต้องหาหรือจำเลยยินยอมส่งมอบหนังสือเดินทางไว้ต่อศาลด้วย และให้ศาล มีคำสั่งห้ามผู้ต้องหาหรือจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ศาลเห็นสมควรเป็นอย่างอื่น”
ข้อ 9 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 19/1 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วย การปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565
“ข้อ 19/2 ในกรณีจำเลยซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องแต่สั่งขังจำเลยระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง หากมีความจำเป็นต้องมีประกัน ในการปล่อยชั่วคราว อาจกำหนดวงเงินประกันต่ำกว่าบัญชีมาตรฐานวงเงินประกันสำหรับการปล่อยชั่วคราว จำเลยตามที่ศาลเห็นสมควรและจะไม่มีหลักประกันก็ได้”
ประกาศ ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ประธานศาลฎีกา
ที่มา : Facebook : สำนักงานศาลยุติธรรม
