บอร์ด สปสช. เห็นชอบข้อบังคับหลักเกณฑ์ฯ ‘‘ขึ้นทะเบียนหน่วยบริการฉบับใหม่” ปรับปรุงสอดคล้องปัจจุบัน

บอร์ด สปสช. เห็นชอบข้อบังคับหลักเกณฑ์ฯ ‘‘ขึ้นทะเบียนหน่วยบริการฉบับใหม่” ปรับปรุงสอดคล้องปัจจุบัน

         บอร์ด สปสช. เห็นชอบข้อบังคับว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข “การขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการ – เครือข่ายหน่วยบริการ” ฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาการบังคับใช้ และให้สอดคล้องกับการขึ้นทะเบียนของหน่วยบริการในปัจจุบัน


 

 

         นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2568 ที่มี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้มีมติเห็นชอบร่างข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการ (ฉบับที่ …) พ.ศ. …. และมอบ สปสช.เสนอร่างข้อบังคับฯ นี้ ต่อประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พิจารณาลงนามต่อไป

         ทั้งนี้ การเห็นชอบข้อบังคับดังกล่าว สืบเนื่องจากข้อบังคับเดิมที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2564 พบปัญหาในเรื่องของการตีความ และยังไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์การขึ้นทะเบียนจริงของหน่วยบริการในปัจจุบัน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการที่ สปสช. เคยยกเลิกการเป็นหน่วยบริการ และมาตรการในการยกเลิกหน่วยบริการ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปโดยสอดคล้อง ที่ประชุม บอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2567 จึงได้มอบหมายให้ สปสช. ทบทวนหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการ

         ต่อมา ที่ประชุม บอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2568 ได้มีมติที่เกี่ยวข้อง โดยมอบให้ สปสช. พิจารณายกเลิกสัญญาให้บริการสาธารณสุขและการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการ กรณีที่ สปสช. พบหรือเชื่อได้ว่าหน่วยบริการไม่สามารถให้บริการสาธารณสุขที่จำเป็นได้ หรืออาจทำให้ผู้รับบริการไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้

นพ.จเด็จ กล่าวต่อไปว่า ข้อบังคับฉบับใหม่มีสาระสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่

  1. การกำหนดให้สถานบริการสาธารณสุขของรัฐและของสภากาชาดไทยเป็นหน่วยบริการที่ได้ขึ้นทะเบียนตามข้อบังคับ เว้นแต่จะมีกฎหมายหรือคณะกรรมการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
  2. แก้ไขเพิ่มเติมลักษณะต้องห้ามของสถานบริการที่จะรับขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการ อาทิ เป็นหน่วยบริการที่คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขมีคำสั่งเพิกถอนการขึ้นทะเบียนตามมาตรา 60 หรือเป็นหน่วยบริการที่ สปสช. เคยประกาศยกเลิกการขึ้นทะเบียนและยกเลิกสัญญาให้บริการสาธารณสุข เนื่องจากการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกินจริงหรือเป็นเท็จ หรือกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
  3. กำหนดให้หน่วยบริการต้องมีการจัดทำสัญญาให้บริการสาธารณสุข เพื่อให้สอดคล้องกับการขึ้นทะเบียนจริงในปัจจุบัน ซึ่งมีการทำสัญญาให้บริการสาธารณสุขกับหน่วยบริการเอกชนอยู่แล้ว
  4. กำหนดมาตรการบังคับหน่วยบริการที่ได้จัดทำสัญญาให้บริการสาธารณสุข เพื่อให้เกิดสภาพบังคับในเรื่องการให้บริการสาธารณสุข โดยมาตรการดังกล่าวเป็นหลักการที่กำหนดไว้อยู่แล้วในสัญญาการให้บริการสาธารณสุข เช่น การเปิดทำการของหน่วยบริการ สถานที่ตั้งของหน่วยบริการ อำนาจในการดำเนินการเพื่อระงับความเสียหายที่เกิดขึ้น อำนาจเกี่ยวกับการไม่ต่อสัญญา/ยกเลิกสัญญา และการประกาศยกเลิกการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการ

         “ข้อบังคับฉบับใหม่ที่มีการปรับปรุงนี้ เป็นการใช้แนวทางปฏิบัติเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจากข้อบังคับฉบับก่อนหน้า และนำข้อความจากสัญญาการให้บริการสาธารณสุขของหน่วยบริการเอกชนมาทำให้เกิดสภาพบังคับทางกฎหมาย รวมถึงการปรับแนวทางเพื่อให้สามารถนำไปใช้ในทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับสภาวะการณ์ปัจจุบัน” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

 


 

ที่มา : facebook สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 

-->