กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หญิง ถูกเผยแพร่คลิป บิดเบือนข้อมูล ทำให้เสียหาย

กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หญิง ถูกเผยแพร่คลิป บิดเบือนข้อมูล ทำให้เสียหาย

            กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หญิง ถูกเผยแพร่คลิป บิดเบือนข้อมูล ทำให้เสียหาย


 

 

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หญิง ถูกเผยแพร่คลิป บิดเบือนข้อมูล ทำให้เสียหาย

 

          จากกรณีรายการเรื่องเล่าเข้านี้ ได้เผยแพร่คลิป คนจีนลงสื่อในโซเซียล มีภาพปรากฏเป็นชาย ชาวจีนในประเทศไทยอัดคลิปอวดว่า เจ้าหน้าที่ไทยบริการสุด VIP โดยปรากฏมีภาพของบุคคลแต่งกาย ชุดเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ไปยื่นขอวีซ่า และในสื่อโพสต์ทำนองว่า ถ้าใส่เครื่องแบบไปยื่นขอวีซ่าจะช่วยให้เร็วขึ้น หรือไม่? นั้น

 

          กรมราชทัณฑ์ ได้รับรายงานจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ซึ่งได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วปรากฏว่า เป็นเจ้าหน้าที่หญิงของทัณฑสถานฯ จริง โดยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 เจ้าหน้าที่ดังกล่าวพร้อมสามีชาวจีน ได้เดินทางไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดปทุมธานี เพื่อไปยื่นเอกสารขอต่อวีซ่าของสามีที่ปรากฏภาพในคลิป ซึ่งระยะเวลาอยู่ในประเทศไทยจะครบกำหนด 90 วัน ในวันดังกล่าว เจ้าหน้าที่หญิงชี้แจงว่า การดำเนินการขอต่อวีซ่าของสามี ได้ดำเนินการตาม ระเบียบของทางราชการที่กำหนด ตนเองไม่ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อขออำนวยความสะดวกให้กับสามี ชาวจีนแต่อย่างใด โดยสามีได้อัดคลิปและโพสต์ลง Tik Tok ส่วนตัว แต่คลิปดังกล่าวถูกชาวจีนคนอื่น นำคลิปไปทำตัวหนังสือภาษาจีนและเผยแพร่บิดเบือนข้อมูลในทางเสียหาย

 

          อนึ่ง กรมราชทัณฑ์ ได้ประสานสอบถามไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองฯ ได้รับการยืนยันว่า การดำเนินการขอต่อวีซ่าดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์มิได้มีการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อขออำนวยความสะดวกให้กับสามีชาวจีน แต่อย่างใด โดยปกติขั้นตอนการดำเนินการดังกล่าวใช้ระยะเวลาไม่เกิน 10 นาที โดยผู้นั้นอาจไป ดำเนินการด้วยตนเองหรือจะมอบหมายผู้แทนหรือจะรายงานตัวทางระบบออนไลน์ ก็สามารถกระทำได้

 

          ทั้งนี้ ได้มีการกำชับเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ระมัดระวังการโพสต์คลิปส่วนตัวลงแพลตฟอร์ม สื่อโซเชียลต่างๆ กรณีถูกแอบอ้างหรือมีการบิดเบือนข้อมูล เพื่อวัตถุประสงค์ทำให้เกิดความเสียหาย แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายมีความผิดทางอาญา ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายได้

 

 


ที่มา : FACEBOOK : กรมราชทัณฑ์

 

-->