องค์การเภสัชกรรม แจ้งเตือนตับอักเสบ คืออะไร ปล่อยไว้นานอาจกลายร่างเป็นมะเร็งตับได้
องค์การเภสัชกรรม แจ้งเตือนตับอักเสบ คืออะไร ปล่อยไว้นานอาจกลายร่างเป็นมะเร็งตับได้ โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการเกิดโรคตับอักเสบ คือ การติดเชื้อไวรัส แล้วเชื้อเข้าสู่เซลล์ตับ เมื่อตับเกิดการอักเสบ เนื้อตับจะถูกทำลาย ทำให้ตับมีการทำงานที่ผิดปกติ โดยไวรัสมีด้วยกันอยู่หลายสายพันธุ์ ซึ่ง GPO จะพามาทำความรู้จักว่าแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันอย่างไร

องค์การเภสัชกรรม แจ้งเตือนตับอักเสบ คืออะไร ปล่อยไว้นานอาจกลายร่างเป็นมะเร็งตับได้
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการเกิดโรคตับอักเสบ คือ การติดเชื้อไวรัส แล้วเชื้อเข้าสู่เซลล์ตับ เมื่อตับเกิดการอักเสบ เนื้อตับจะถูกทำลาย ทำให้ตับมีการทำงานที่ผิดปกติ โดยไวรัสมีด้วยกันอยู่หลายสายพันธุ์ ซึ่ง GPO จะพามาทำความรู้จักว่าแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันอย่างไร
ไวรัสตับอักเสบ A และ E
เกิดจากการติดต่อผ่านการทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรค หรือสัมผัสโดนอุจจาระ
ทั้ง 2 ชนิดนี้ถือว่าไม่รุนแรงมากนัก สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ ไม่เป็นพาหะของโรค ไม่เรื้อรัง ซึ่งร่างกายจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นหลังจากการฟื้นตัว ทั้งนี้ ไวรัสตับอักเสบ A สามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้ แต่สำหรับชนิด E ยังไม่มีไวรัสป้องกัน
ทางที่ดีที่สุด คือ การรักษาสุขอนามัยที่ดี บริโภคน้ำและอาหารที่มั่นใจว่าสะอาด แยกภาชนะส่วนตัว ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น ทานอาหารปรุงสุก ใช้ช้อนกลาง และล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
เกิดจากการติดต่อผ่านทางเลือด การมีเพศสัมพันธ์ การติดต่อจากแม่สู่ลูกที่อาจติดเชื้อระหว่างการคลอด (ในกรณีของ C และ D ไม่สามารถติดต่อได้ผ่านการให้นมบุตร) การใช้เข็มฉีดยาเสพติด การสัก เจาะ หรือใช้ใบมีดโกนร่วมกัน
ไวรัสตับอักเสบ B และ C มียารักษาโดยเฉพาะ แต่ต้องใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ สั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อได้เอง โดยไวรัสตับอักเสบ C ถ้าได้รับยารักษา มีโอกาสหายเป็นปกติได้ ส่วนไวรัสตับอักเสบ B ยังต้องกินยาตลอดชีวิต
ทั้ง 3 ชนิดนี้ หากผู้ป่วยไม่สามารถกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้และมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายนานมากกว่า 6 เดือน อาจเกิดเป็นภาวะตับอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ในที่สุด
ไวรัสตับอักเสบ D ถือว่าเป็นไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ต้องอยู่ร่วมกับไวรัสตับอักเสบ B และยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันโดยตรง แต่สามารถป้องกันได้เบื้องต้นจากการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ B แทน และในชนิด C ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน
การป้องกันทำได้โดยสวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้เข็มฉีดยาหรือของมีคม เช่น มีดโกน กรรไกรตัดเล็บร่วมกับผู้อื่นโดยทุกชนิดมีความเสี่ยงต่อการเกิดการอักเสบเฉียบพลันได้หมด ในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบ มักไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อยแต่ไม่ชัดเจน โดยอาการที่มักสังเกตได้ เช่น อ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา เบื่ออาหาร มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว ปัสสาวะสีเข้ม ตาเหลือง และตัวเหลือง
นอกจากนี้ สาเหตุรองลงมาที่ทำให้เกิดตับอักเสบยังมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป การใช้ยาบางชนิด หรือจากภูมิต้านทานในร่างกายโจมตีเซลล์เนื้อเยื่อตับ (มักพบได้น้อย)
ไม่อยากเป็น “ตับอักเสบ” เริ่มต้นได้ด้วยการฉีดวัคซีน ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และเลี่ยงแอลกอฮอล์ ก่อนที่จะสายเกินไป
ที่มา : Facebook : องค์การเภสัชกรรม
