สปสช. ยืนยันว่า “ไม่มีการปรับลดสิทธิบัตรทอง” ประชาชนยังรักษาที่ โรงพยาบาลประจำตัวได้เหมือนเดิม
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยืนยันประชาชนและหน่วยนวัตกรรม 7 วิชาชีพไม่ต้องกังวล ขณะนี้กำลังเร่งพัฒนาระบบ “30 บาทรักษาทุกที่” เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและลดความแออัดในโรงพยาบาล โดยเตรียมขยายการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง ให้สามารถรับบริการในหน่วยนวัตกรรมได้มากขึ้น
นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ชี้แจงว่า ขณะนี้ สปสช. กำลังเร่งพัฒนา “30 บาทรักษาทุกที่” ให้ดีขึ้น และจำเป็นต้องปรับระบบการเบิกจ่ายใหม่ หลังมีข้อเสนอแนะจากชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ว่า สปสช. ใช้งบประมาณกับหน่วยนวัตกรรม 7 วิชาชีพมากเกินไป และจากการตรวจสอบของ สปสช. ก็พบว่า มีหน่วยนวัตกรรมหลายแห่งให้บริการและเบิกจ่ายไม่ถูกต้อง จนนำไปสู่การดำเนินคดีและบอกเลิกสัญญาไปแล้วบางแห่ง
โดยจะมีการปรับอัตราชดเชยโรคทั่วไปหรือ Common Ilness ในคลินิกเวชกรรม 42 กลุ่มอาการ จากครั้งละ 320 บาท เป็นครั้งละ 180 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่อ้างอิงมาจากระบบหลักประกันสุขภาพอื่นๆ เช่น ประกันสังคม ที่จ่ายให้เอกชนที่เข้าร่วมจัดบริการครั้งละ 150 – 220 บาท และได้หารือร่วมกับแพทยสภาแล้วว่าอัตรานี้เป็นราคาที่เหมาะสม ส่วนกรณีโรค NCDs เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่จะมีการขยายเพิ่มเติมจะจ่ายชดเชยให้ 320 บาท/ครั้ง เชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลได้มากขึ้นกว่าเดิม
สำหรับคลินิกพยาบาล ที่ให้บริการใน 32 กลุ่มอาการนั้น ได้มีการหารือกับสภาการพยาบาลแล้วว่าผู้ให้บริการในส่วนนี้ควรผ่านการอบรมเวชปฏิบัติทั่วไปจากสภาการพยาบาลเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่มารับบริการ
พร้อมปรับจำนวนครั้งการให้บริการโรคทั่วไปจาก 2 ครั้ง/คน/เดือน มาเป็นให้บริการเฉลี่ย 2 ครั้ง/คน/ปี เนื่องจากผลการให้บริการที่ผ่านมา พบว่าค่าเฉลี่ยการเข้ารับบริการจริงของประชาชน อยู่ที่ 2.29 ครั้ง/คน/ปี ทั้งนี้เชื่อว่า ถ้าตัดการให้บริการและการเบิกจ่ายที่ไม่ถูกต้องออกไป ค่าเฉลี่ยการเข้ารับบริการจริงก็จะอยู่ที่ 2 ครั้ง/คน/ปี เท่านั้น
สำหรับมาตรการที่ผ่านคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะต้องนำไปชี้แจงทำความเข้าใจกับสภาวิชาชีพและหน่วยบริการก่อนว่ามาตรการดังกล่าวเป็นประโยชน์กับประชาชน และช่วยให้ระบบดีขึ้นหรือไม่ และถ้าจะดำเนินการมาตรการใดๆ สปสช.จะแจ้งให้หน่วยบริการทราบล่วงหน้า พร้อมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างน้อย 15 วัน ซึ่งถ้าท่านใดมีข้อเสนอแนะก็ยังเสนอเข้ามาได้ สปสช.ยินดีพร้อมรับฟัง นอกจากนี้ยังเร่งปรับระบบไอทีให้เชื่อมข้อมูลของทุกหน่วยนวัตกรรมเข้ากับหน่วยบริการประจำ และสร้างเครือข่ายส่งต่อระหว่างหน่วยบริการประจำกับหน่วยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพในการให้บริการประชาชนได้มากขึ้น
“ยืนยันว่ามาตรการใหม่ที่กำลังจะออกมา ไม่กระทบกับประชาชน ตรงกันข้ามจะช่วยพัฒนาระบบให้ดีขึ้น เพิ่มคุณภาพการให้บริการ และลดความแออัดในโรงพยาบาลได้จริง เพราะจะขยายการรักษาโรค NCD ให้มากขึ้น หน่วยบริการนวัตกรรม เช่น คลินิกเวชกรรม คลินิกพยาบาล และร้านยาคุณภาพจะมีการให้บริการตรงนี้มากขึ้น” นพ.นิธิวัชร์ กล่าว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบริการอื่น ๆ ในคลินิกกายภาพบำบัด คลินิกเทคนิคการแพทย์ และบริการการพยาบาลทั่วไปในคลินิกการพยาบาล เช่น การทำแผล/ล้างแผล ยังคงมีเหมือนเดิม แต่อาจจะต้องจำกัดงบประมาณในแต่ละเดือนตามมติบอร์ด
ส่วนข้อเท็จจริง กรณี สปสช. กำหนดให้หน่วยบริการเอกชน ที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยนวัตกรรม ต้องวางหลักประกันร่วมเป็นคู่สัญญานั้น ก็เป็นระเบียบปกติของการทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อเป็นหลักประกันกรณีเกิดความผิดพลาด ทิ้งงาน หรือทำงานไม่สำเร็จ โดยแต่ละหน่วยบริการนวัตกรรมจะวางหลักประกันด้วยจำนวนเงินที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับประเภทของหน่วยบริการ ซึ่งที่ผ่านมามีหลายแห่งรวมถึงสภาวิชาชีพขอยกเว้นการวางหลักประกันสัญญา สปสช.ก็พิจารณาอนุโลมยกเว้นให้บนพื้นฐานความจำเป็นที่ต้องนำหน่วยนวัตกรรมดังกล่าวเข้ามาร่วมจัดบริการ และไม่มีความเสี่ยงมาก แต่ภายหลังตรวจสอบพบมีหลายแห่งให้บริการและเบิกจ่ายไม่ถูกต้อง จึงมีนโยบายให้ทุกหน่วยนวัตกรรมต้องวางหลักประกันสัญญา เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
“หน่วยนวัตกรรมส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเพราะถูกร้องเรียน เราก็ต้องไปตรวจสอบ และถ้าพบความผิดพลาด ก็ต้องเรียกเงินคืน ถ้าไม่คืนเราก็ต้องเอาเงินประกันสัญญามาจ่าย ไม่ใช่เราไปตรวจแล้วไปริบเงินประกันสัญญา เราต้องไปตรวจก่อนว่าเขาผิดจริงหรือไม่ ถ้าเขาไม่ผิดและประสงค์จะลาออก เงินประกันสัญญาเราก็คืนให้ นี่เป็นหลักการทำงานของเอกชนกับภาครัฐตามปกติ ฉะนั้นถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกริบเงินประกันสัญญา สปสช. คืนเงินให้แน่นอน” นพ.นิธิวัชร์ กล่าวทิ้งท้าย
