ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา รายงานความคืบหน้าสถานการณ์ภาพรวม วันที่ 9 ธ.ค. 68
ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา รายงานความคืบหน้าสถานการณ์ภาพรวม วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น.
ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ขอรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ ในภาพรวม เพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน ดังนี้
กระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ต่างประเทศ อาทิ BBC, CNN, Reuters, Al Jazeera และ CNA เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ สถานการณ์ล่าสุด และแก้ไขความเข้าใจผิดจากข้อมูลบิดเบือนในสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนั้น กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการทางการทูตอย่างเป็นทางการ ได้แก่ ส่งหนังสือประท้วง ถึงกัมพูชา ส่งหนังสือชี้แจงไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน หนังสือแจ้งต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ตลอดจนมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตและ สถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อรัฐบาลและสื่อในประเทศเจ้าบ้านอย่างเชิงรุก เพื่อยืนยัน จุดยืนของประเทศไทยที่ยึดมั่นในสันติวิธี กฎหมายระหว่างประเทศ และความถูกต้องของข้อเท็จจริง
กองทัพบก ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมภายหลังจากการแถลงในช่วงเช้า ดังนี้
- พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากกองทัพกัมพูชาเปิดฉากโจมตีใส่ฐานที่มั่นของฝ่ายไทย ตั้งแต่ช่วงเช้า ด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โดรนทิ้งระเบิด และโดรนพลีชีพ ในหลายแนวรบ เช่น ช่องบก ช่องอานม้า ปราสาทตาควาย ปราสาทคนา โดยเฉพาะพื้นที่ภูมะเขือ และ ปราสาทตาเมือนธม ที่ฝ่ายกัมพูชามีความพยายามอย่างหนักที่จะยึดคืน ฝ่ายไทยจึงตอบโต้ด้วยอาวุธยิงเล็งตรง อาวุธวิถีโค้ง ด้วยพยามยามอย่างเต็มที่ ที่จะรักษาฐานที่มั่น แม้จะมีอุปสรรคจากการใช้อาวุธของฝ่ายกัมพูชา ปัจจุบัน กองกำลังสุรนารียังคงปฏิบัติตามแผนในการต่อต้านการโจมตีของกองทัพกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง และผลักดันผู้ที่รุกล้ำอธิปไตยให้ออกจากพื้นที่
- พื้นที่กองทัพภาคที่ 1 (กองกำลังบูรพา)
- เข้าเคลียร์พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นวันที่ 2 และตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชาใช้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ในพื้นที่ จำนวน 2 ทุ่น (สภาพพร้อมใช้งาน) พบระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 2 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 ประกอบด้วยกระสุน RPG-2 จำนวน 3 นัด และ ค.60 จำนวน 1 นัด และ ชุดที่ 2 ประกอบด้วยกระสุน ปรส.82 และ Dynamite (สภาพพร้อมใช้งาน) ซึ่งดำเนินการเก็บกู้ เรียบร้อยแล้ว
- หน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ได้ปฏิบัติการใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่ง กัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ติดแนวชายแดนซึ่งถูกใช้เป็นที่ตั้งของอาวุธยิงสนับสนุน ป้อมปืนกล คลังอาวุธ เพื่อโจมตีฝ่ายไทยในพื้นที่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้า บ้านตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว
- พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากกองทัพกัมพูชาเปิดฉากโจมตีใส่ฐานที่มั่นของฝ่ายไทย ตั้งแต่ช่วงเช้า ด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โดรนทิ้งระเบิด และโดรนพลีชีพ ในหลายแนวรบ เช่น ช่องบก ช่องอานม้า ปราสาทตาควาย ปราสาทคนา โดยเฉพาะพื้นที่ภูมะเขือ และ ปราสาทตาเมือนธม ที่ฝ่ายกัมพูชามีความพยายามอย่างหนักที่จะยึดคืน ฝ่ายไทยจึงตอบโต้ด้วยอาวุธยิงเล็งตรง อาวุธวิถีโค้ง ด้วยพยามยามอย่างเต็มที่ ที่จะรักษาฐานที่มั่น แม้จะมีอุปสรรคจากการใช้อาวุธของฝ่ายกัมพูชา ปัจจุบัน กองกำลังสุรนารียังคงปฏิบัติตามแผนในการต่อต้านการโจมตีของกองทัพกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง และผลักดันผู้ที่รุกล้ำอธิปไตยให้ออกจากพื้นที่
- ปัจจุบัน ในขณะที่กองกำลังบูรพากำลังเข้าปฏิบัติการ ได้พบการโจมตีของทหารกัมพูชาด้วย จรวด BM-21 และอาวุธวิถีโค้ง เช่น ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด อย่างต่อเนื่อง
- ปัจจุบัน ในขณะที่กองกำลังบูรพากำลังเข้าปฏิบัติการ ได้พบการโจมตีของทหารกัมพูชาด้วย จรวด BM-21 และอาวุธวิถีโค้ง เช่น ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด อย่างต่อเนื่อง
- ผลกระทบต่อประชาชน เริ่มพบบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจากการโจมตีของ ฝ่ายกัมพูชา คือ พบร่องรอยลูกจรวด BM-21 ตกใส่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่บ้านโศกขามป้อม ตำบลภูผาหมอก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 1 นัด บ้านเรือนได้รับความเสียหาย เบื้องต้น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และพบกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชาตกใส่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ บ้านโคกทหาร หมู่ 5 ตำบลทัพเสด็จ อำเภอตาพระยา โดยยังไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
- กองทัพบก ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติการอย่างเต็มกำลังความสามารถ ภายใต้กฎการใช้กำลัง และสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดนจะยุติลง เพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนไทยตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และ หลักมนุษยธรรม ยืนยันไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มความรุนแรง แต่มีหน้าที่ตอบสนองต่อการล่วงละเมิดอธิปไตย อย่างจำเป็นและเหมาะสม
กองทัพเรือ ยังคงดำเนินการทางทหารต่อเป้าหมายทางทหารที่เป็นภัยต่อความมั่นคง บริเวณชายแดนฝั่งทะเล เพื่อหยุดยั้งการคุกคามต่อฝ่ายไทย โดยยืนยันว่า ทุกการปฏิบัติเป็นไปเพื่อการป้องกันอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน
กองทัพอากาศ ยึดมั่นหลักการปฏิบัติการว่าด้วยการลดความเสียหายต่อพลเรือน การดำเนินการร่วมกับกำลังภาคพื้น การดำเนินการทางทหารเพื่อทำลายเป้าหมายของฝ่ายตรงข้าม ที่ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังสูงสุด โดยใช้อาวุธที่มีความแม่นยำสูง เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อพลเรือนน้อยที่สุด (Minimal Collateral Damage) อีกทั้งยังยึดมั่นพันธกิจในการคุ้มครองพลเรือน โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการมุ่งรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนของทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนใน พื้นที่ส่วนหลังอย่างเต็มที่ เพิ่มการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง เช่นห้างสรรพสินค้า สถานที่ ราชการ จุดคมนาคม และระบบสาธารณูปโภค และขอความร่วมมือประชาชน หากพบบุคคลต้องสงสัย หรือวัตถุต้องสงสัย ให้แจ้ง 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง
ประเทศไทยยึดการปฏิบัติตามหลักกฎหมายสากล (International Humanitarian Law) การยึดหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ ตลอดจนการโจมตีก่อนเมื่อมีภัยคุกคามชัดเจน (Preemptive Strike) ได้แก่ ภัยคุกคามที่มีความ เป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้น ต้องใช้กำลังในการกำจัดเป้าหมายเท่านั้น
รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงทุกเหล่าทัพให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของ ประชาชน การอพยพ การช่วยเหลือ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการบริหารจัดการ สถานการณ์ด้วยความรอบคอบ ภายใต้หลักมนุษยธรรม
ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา
9 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น.
