การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569
🗓️ กำหนดการรับสมัครรับเลือกตั้ง
- 27 – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น.
วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง - 28 – 30 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. และ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.00 น.
วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อและแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี - 7 มกราคม 2569 ประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ
- 27 – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น.
📅 วันเลือกตั้งและวันลงประชามติ
- วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08:00–17:00 น.
- อ่านการออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. 69
🗳️ รูปแบบการลงคะแนน
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ได้แก่:
– บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เลือกผู้สมัครได้ 1 คน
– บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ เลือกได้ไม่เกิน 1 พรรคการเมือง
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ได้แก่:
⏰ ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า
- 📅 ลงทะเบียน 20 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569
- 🗳️ วันเลือกตั้งล่วงหน้า 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 8.00 – 17.00 น.
**เฉพาะกรณีเฉพาะในเขต/นอกเขต/ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ผู้สูงอายุ - 🏠 เลือกตั้งล่วงหน้าในเขต
– มีเหตุจำเป็น ไม่สามารถไปวันเลือกตั้ง
– ลงทะเบียน: ยื่นด้วยตนเอง/ไปรษณีย์
– เอกสาร: แบบคำขอ + หนังสือรับรองเหตุจำเป็น + สำเนาบัตรประชาชน - 📍 เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต
– อยู่นอกเขต / อยู่ไม่ครบ 90 วัน / ปฏิบัติหน้าที่นอกเขต
– ลงทะเบียน: ออนไลน์ / ThaID / Smart Vote หรือ ยื่นด้วยตนเอง/ไปรษณีย์
– ระบบออนไลน์ปิด: 5 ม.ค. 2569 เวลา 24.00 น. - 🌍 เลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร
– วิธีลงคะแนน: หน่วยเลือกตั้ง / ไปรษณีย์ / หน่วยเคลื่อนที่
– วันเลือกตั้งขึ้นกับสถานทูต/กงสุล
– ลงทะเบียน: ออนไลน์ / ThaID / Smart Vote หรือ ยื่นด้วยตนเอง/ไปรษณีย์
🔍 ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง เขต/หน่วย/สถานที่เลือกตั้งและลำดับที่ในบัญชีรายชื่อ
- สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
- 🌐 https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/
- 📱แอปพลิเคชัน Smart Vote
🪪 หลักฐานที่ใช้แสดงตนในการลงคะแนนเลือกตั้ง
- บัตรประจำตัวประชาชน **หมดอายุก็ใช้ได้
- บัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้ที่มีรูปถ่ายและมีเลขประจำตัวประชาชน **ต้องไม่หมดอายุ เช่น บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ, ใบขับขี่, หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ฯลฯ
- แสดงหลักฐานแบบออนไลน์ผ่าน 3 แอปพลิเคชั่น
ThaID | 🚘 DLT QR LICENCE | ♿ บัตรคนพิการอิเล็กทรอนิกส์
⚠️ แจ้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
- ก่อนวันเลือกตั้ง: 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2569
- หลังวันเลือกตั้ง: 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569
- แจ้งผ่าน 🌐เว็บไซต์กรมการปกครอง | 📱แอปพลิเคชัน Smart Vote | 👮แจ้งต่อนายทะเบียนท้องถิ่น
📢 ตรวจสอบผลการเลือกตั้ง
- รอประกาศ
1. ความสำคัญของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีความสำคัญต่อคนไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่ต้องไปทำหน้าที่ของตนในการเลือกบุคคลเป็นผู้แทนไปทำหน้าที่แทนตนในการปกป้องผลประโยชน์ และดูแลทุกข์สุขของประชาชนรวมทั้งบริหารงบประมาณของประเทศ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2564 ได้บัญญัติให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ซึ่งต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างอิสระ โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ
2. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : บทบาท หน้าที่ และที่มา
หน้าที่และอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของประชาชนที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามกฎหมายเข้าไปทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเช่น
- ออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
- พิจารณาจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อพัฒนาประเทศ
- ตรวจสอบและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
- นำปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนเสนอต่อรัฐบาล
จำนวนและที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คน
1. มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
- จำนวน 400 เขต ๆ ละ 1 คน รวม 400 คน ใช้รูปแบบเขตเดียวเบอร์เดียว
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะลงคะแนนเลือกตั้งได้คนละ 1 คะแนน โดยจะเลือกผู้สมัครใดหรือไม่เลือกผู้สมัครใดก็ได้
- ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งในเขตนั้น หากมีผู้สมัครได้รับคะแนนสูงสุดเท่ากันหลายคนให้ใช้วิธีจับฉลาก
2. มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
- จำนวน 100 คน
- พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วให้มีสิทธิส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อได้พรรคละ 1 บัญชี มีจำนวนไม่เกิน 100 คน
- โดยรายชื่อต้องไม่ซ้ำกับผู้สมัครเลือกตั้ง สส. ของพรรคอื่นหรือซ้ำกับผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
การคำนวณสัดส่วนของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ มีจำนวน 100 คน มาจากบัญชีรายชื่อแต่ละพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อที่พึงจะได้รับ โดยให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
- รวมผลคะแนนทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ
- นำคะแนนรวมตาม ข้อ 1 หารด้วย 100 (มาจาก สส.แบบบัญชีรายชื่อมีจำนวน 100 คน) ผลลัพธ์ที่ได้ถือเป็น “คะแนนเฉลี่ยต่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน”
- นำ “คะแนนเฉลี่ยต่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน” ไปหารคะแนนรวมจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ ผลลัพธ์ที่ได้ (เฉพาะส่วนที่เป็นจำนวนเต็ม) คือ “จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ”
- กรณี “จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ” รวมกันทุกพรรคไม่ครบ 100 คน
– ให้พรรคการเมืองที่มีผลลัพธ์ที่เป็นเศษ (ไม่มีจำนวนเต็ม) และพรรคการเมืองที่มีเศษเหลืงการคำนวณตามข้อ 3 พรรคใดมีเศษจำนวนมากที่สุด ให้ได้รับจำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่ออีก 1 คนเรียงตามลำดับ จนกว่าจะมีจำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองทั้งหมดได้รับครบจำนวน 100 คน
– ถ้าในลำดับใดมีเศษเท่ากันและจะทำให้จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อเกิน 100 คน ให้ตัวแทนของพรรคการเมืองที่มีเศษเท่ากันจับสลาก - ให้ถือผู้สมัครตามบัญชีรายชื่อผู้สมัครของพรรคการเมืองตามจำนวนที่พรรคการเมืองนั้นได้รับตามผลการคำนวณในข้อ 1 – 4 ได้รับเลือกตั้งเรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นจนครบจำนวน แต่ต้องไม่เกินจำนวนผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่พรรคการเมืองนั้นได้ส่งสมัคร หากได้จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อไม่ถึง 100 คน ให้ สส. แบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกที่มีอยู่
3. การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
กำหนดการรับสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
27 – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น.
- วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
- สถานที่รับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร
28 – 30 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. และ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.00 น.
- วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อและแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองมีมติจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
- ณ ห้องประชุมแกรนด์บอลรูม วายุภักษ์ ชั้น 4 และห้องประชุมวายุภักษ์ฮอลล์ ชั้น 5 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
7 มกราคม 2569
- ประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และประกาศรายชื่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อ
คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
- มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
- มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
- เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียว เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ระยะเวลา 90 วันดังกล่าวให้ลดลงเหลือ 30 วัน
- ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย
(ก) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันสมัคร
รับเลือกตั้ง
(ข) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
(ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีการศึกษา
(ง) เคยรับราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งแล้วแต่กรณี เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี
การกำหนดค่าใช้จ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
| การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร | แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง | แบบบัญชีรายชื่อ |
| ครบอายุสภา | ไม่เกินคนละ 7 ล้านบาท | ไม่เกินพรรคละ 163 ล้านบาท |
| ยุบสภา | ไม่เกินคนละ 1.9 ล้านบาท | ไม่เกินพรรคละ 44 ล้านบาท |
| เลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผล | รับสมัครใหม่ ไม่เกินคนละ 9.5 แสนบาท | |
| ไม่รับสมัครใหม่ ไม่เกินคนละ 6.3 แสนบาท | ||
| เลือกตั้งใหม่หลังประกาศผล | ไม่เกินคนละ 1.9 ล้านบาท | |
| เลือกตั้งใหม่แพ้ VOTE NO | ไม่เกินคนละ 9.5 แสนบาท | |
4. การดำเนินงานพรรคการเมืองและการสรรหาผู้สมัคร สส.
เอกสารคู่มือการดำเนินงานพรรคการเมืองและการสรรหาผู้สมัคร สส.
1. หนังสือรวมกฎหมาย ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้องกับงานพรรคการเมือง
-
- เป็นหนังสือที่รวบรวมกฎหมาย ระเบียบ และประกาศเกี่ยวกับงานพรรคการเมือง เพื่อใช้เป็นคู่มือในการปฏิบัติงานของพรรคการเมือง สาขาพรรคการเมือง และประชาชน
- ดาวน์โหลดเอกสาร
2. คู่มือการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและการแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
-
- เพื่อให้พรรคการเมืองใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง และแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง ครบถ้วนตามกฎหมาย
- ดาวน์โหลดเอกสาร
3. คู่มือการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
-
- เพื่อให้พรรคการเมืองใช้ดำเนินการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง ครบถ้วนตามกฎหมาย
- ดาวน์โหลดเอกสาร
หลักเกณฑ์ในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมือง
- ได้รับการเลือกตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองโดยวิธีการลงคะแนนลับจำนวนตามที่ข้อบังคับพรรคการเมืองกำหนด
- มีหน้าที่กำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการสมัคร เมื่อพ้นกำหนด การรับสมัครให้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแล้วส่งรายชื่อผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง / รายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อแล้วแต่กรณี ให้สาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
สาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
- พรรคการเมืองที่ประสงค์จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในจังหวัดใด จะต้องมีสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดในจังหวัดนั้น
ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
- มาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พรรคการเมืองต้องให้หัวหน้าสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจัดประชุมสมาชิกเพื่อรับฟังความคิดเห็นและให้สมาชิกให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบผู้สมัครฯ โดยมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 หรือ 50 คน ตามลำดับ
ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ
- มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พรรคการเมืองต้องให้หัวหน้าสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจัดประชุมสมาชิกเพื่อรับฟังความคิดเห็นและให้สมาชิกให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบบัญชีรายชื่อผู้สมัครฯ โดยมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 หรือ 50 คน ตามลำดับ
คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง
- พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลก่อนเสนอเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ
หัวหน้าพรรคการเมือง
- ออกหนังสือรับรองการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร
ข้อห้ามและบทลงโทษ
- หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง หัวหน้าสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ผู้ไม่ดำเนินการตามมาตรา 50 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือยินยอมให้บุคคลใดที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเข้าแสดงความคิดเห็นหรือให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบการสรรหาผู้สมัคร ในที่ประชุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี
- หัวหน้าพรรคการเมืองผู้ใดออกหนังสือรับรองผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี
5. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและการเตรียมความพร้อม
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
- มีสัญชาติไทย ถ้าแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
- มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง
- เป็นผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง
ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
บุคคลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ในวันเลือกตั้งเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
- เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช
- อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
- ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
- วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
การเตรียมความพร้อมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องดำเนินการเตรียมพร้อมก่อนไปใช้สิทธิ ดังนี้
1. ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 25 วัน
- ตรวจสอบรายชื่อได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ที่เลือกตั้งหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง
- เว็บไซต์ www.ect.go.th
- แอปพลิเคชัน Smart Vote
- เว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย
ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน
- ตรวจสอบรายชื่อจากเอกสารที่แจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมายังเจ้าบ้าน
- เว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย
2. การเพิ่มชื่อ – ถอนชื่อ
ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน
- หากพบว่าตนเองหรือผู้มีชื่อยู่ในทะเบียนบ้านของตนไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือเจ้าบ้านเห็นว่ามีชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนบ้านของตนโดยไม่ได้อาศัยอยู่จริง
- ให้ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นเพื่อขอเพิ่มชื่อ – ถอนชื่อ พร้อมนำสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนหรือบัตรประจำตัวอื่นใดที่ทางราชการออกให้ไปแสดงด้
แอปพลิเคชั่นที่ใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แอปพลิเคชั่น “ฉลาดเลือก (Smart Vote)”
แอปพลิเคชัน ฉลาดเลือก SMART VOTE เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเข้าถึงข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้ง ข้อมูลพรรคการเมือง ข้อมูลที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง
แอปพลิเคชั่น “ตาสับปะรด”
เพื่อใช้ในการติดตามสถานการณ์และป้องปรามการทุจริตเลือกตั้ง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการรายงานสถานการณ์ เมื่อมีการพบเห็นการทุจริต และ การกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้ง หรือรายงานสถานการณ์ทั่วไปที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยผู้ใช้งานสามารถรายงานสถานการณ์ได้ทั้ง ข้อความ ภาพ เสียง หรือวีดีโอ ผ่านทางแอปพลิเคชัน
แอปพลิเคชัน “พลเมืองศึกษา”
แอปพลิเคชัน CIVIC เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเข้าถึงข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้ง ข้อมูลพรรคการเมือง ข้อมูลที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
การลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรล่วงหน้า
ผู้ที่สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีชื่ออยู่ในทะเบียนในเขตเลือกตั้งน้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้รับคำสั่งจากทางราชการให้ไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักรประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
ระยะเวลาลงทะเบียน
- 20 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569
วันเลือกตั้งล่วงหน้า
- 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 8.00 – 17.00 น.
- เฉพาะกรณีในเขต/นอกเขตเลือกตั้ง/ผู้พิการ ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ
การลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีเหตุจำเป็น เช่น ถูกสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือมีภารกิจนอกเขตเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิก่อนวันเลือกตั้งได้
- ช่องทางการลงทะเบียน
– ยื่นด้วยตนเอง กรุงเทพฯ ยื่นที่สำนักงานเขต / ต่างจังหวัดยื่นที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือท้องถิ่น ในวันและเวลาราชการ (สามารถมอบหมายผู้อื่นหรือยื่นเป็นกลุ่มได้)
– ยื่นทางไปรษณีย์ ส่งถึงนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นของพื้นที่ โดยถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ - เอกสารที่ใช้
– แบบคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งในเขต
– คำสั่งหรือหนังสือรับรองจากหน่วยงานรัฐที่ยืนยันเหตุจำเป็น
– สำเนาบัตรประชาชนหรือบัตรราชการที่มีเลขประจำตัวประชาชน พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
การลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่นอกเขตเลือกตั้ง มีชื่ออยู่ในทะเบียนไม่ครบ 90 วัน หรือถูกสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้ง สามารถลงทะเบียนได้
- ช่องทางการลงทะเบียน
– ออนไลน์ (24 ชม.) ผ่านระบบลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขต หรือ แอปฯ ThaID หรือ แอปฯ Smart Vote ไม่ต้องส่งเอกสาร **ระบบปิดวันที่ 5 ม.ค. 69 เวลา 24.00 น.
– ยื่นด้วยตนเอง ที่สำนักงานเขต/สำนักทะเบียนอำเภอ/ท้องถิ่น ในวันเวลาราชการ ใช้แบบคำขอและสำเนาบัตรประชาชน (มอบหมายผู้อื่นยื่นแทนได้)
– ยื่นทางไปรษณีย์ ส่งถึงนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นของพื้นที่
ถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ พร้อมแบบคำขอและสำเนาบัตรประชาชน - การตรวจสอบผลการลงทะเบียน
– https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/
การลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
- การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรมี 3 วิธี ได้แก่ ลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง, ทางไปรษณีย์ และหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่ โดยวันเลือกตั้งล่วงหน้าขึ้นอยู่กับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่แต่ละแห่งกำหนด
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร และประสงค์ใช้สิทธิเลือกตั้งจากต่างประเทศ
- ช่องทางการลงทะเบียน
- ทางอินเทอร์เน็ต ผ่านระบบลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร หรือ แอปฯ ThaID หรือ แอปฯ Smart Vote ไม่ต้องส่งเอกสาร **ระบบปิดวันที่ 5 ม.ค. 69 เวลา 24.00 น.
- ยื่นด้วยตนเอง
– อยู่ไทยแต่จะเดินทางไปต่างประเทศ: ยื่นที่สำนักทะเบียนอำเภอ/ท้องถิ่น
– อยู่ต่างประเทศ: ยื่นที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ พร้อมแนบแบบคำขอและสำเนาเอกสารแสดงตน (บัตรประชาชน/หนังสือเดินทาง) - ยื่นทางไปรษณีย์
– ส่งถึงนายทะเบียนอำเภอ/ท้องถิ่น (กรณีอยู่ไทย)
– ส่งถึงสถานเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ (กรณีอยู่ต่างประเทศ)
– แนบแบบคำขอและสำเนาเอกสารแสดงตน (บัตรประชาชน/หนังสือเดินทาง) โดยถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ
- การตรวจสอบผลการลงทะเบียน
– https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/
การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
เหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
- มีกิจธุระจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
- เจ็บป่วยและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
- เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
- เดินทางออกนอกราชอาณาจักร
- มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร
- ได้รับคำสั่งจากทางราชการให้ไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้ง
- มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุอื่นที่ กกต. กำหนด
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใดที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เนื่องจากมีเหตุอันสมควร
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใดที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เนื่องจากมีเหตุอันสมควร ให้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยทำเป็นหนังสือซึ่งต้องระบุเลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้าน ภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง หรือภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง สามารถแจ้งด้วยตัวเอง หรือมอบหมายให้ผู้อื่นไปยื่นแทน หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
กรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้แจ้งเหตุไว้แล้ว หากในวันเลือกตั้งเหตุดังกล่าวได้สิ้นสุดลง
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้งได้
สำหรับผู้ไม่ไปใช้สิทธิและผู้แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ
- สามารถตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลย้อนหลังได้ 2 ปี ทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ที่ https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/absvote/
ช่องทางแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
กำหนดเวลาแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
- ก่อนวันเลือกตั้ง: 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2569
- หลังวันเลือกตั้ง: 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569
แจ้งผ่านช่องทางออนไลน์/เว็บไซต์
แจ้งผ่านแอปพลิเคชัน Smart Vote
- เลือกหัวข้อ “การแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์”
แจ้งด้วยตนเอง หรือ ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนแจ้งต่อนายทะเบียนท้องถิ่น
- ใช้แบบฟอร์ม ส.ถ./ผ.ถ. 1/8 หรือ ทำเป็นหนังสือระบุเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
- สามารถไปแจ้งด้วยตัวเอง หรือมอบหมายให้ผู้อื่นไปยื่นแทน หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
ตรวจสอบรายละเอียดผู้ไม่ไปใช้สิทธิและผู้แจ้งเหตุจำเป็นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
- สำหรับผู้ไม่ไปใช้สิทธิและผู้แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ สามารถตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลย้อนหลังได้ 2 ปี ทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ที่ https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/absvote/
- การตรวจสอบข้อมูลการถูกจำกัดสิทธิ จะสามารถตรวจสอบได้ภายหลังจากการเลือกตั้ง 60 วัน
หากไม่ไปเลือกตั้งและไม่แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปเลือกตั้ง
จะถูกจำกัดสิทธิดังนี้
- ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
- สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่นหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
- สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะการปกครองท้องที่
- ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา
- ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การถูกจำกัดสิทธิ
- กำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
6. วันเลือกตั้ง : ขั้นตอนและการใช้สิทธิ
เวลาลงคะแนนเลือกตั้ง
- วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08:00–17:00 น.
ตรวจสอบข้อมูล เขต/หน่วย/สถานที่เลือกตั้งและลำดับที่ในบัญชีรายชื่อ
วันที่สามารถครวจสอบข้อมูลเลือกตั้ง สส. ของผู้มีสิทธิ
- ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
ช่องทางตรวจสอบ
- 🌐 https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/
- 📱แอปพลิเคชัน Smart Vote
หลักฐานที่ใช้แสดงตนในการลงคะแนนเลือกตั้ง
บัตรประจำตัวประชาชน **หมดอายุก็ใช้ได้
- บัตรที่หมดอายุก็ใช้ได้
บัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้ที่มีรูปถ่ายและมีเลขประจำตัวประชาชน **ต้องยังไม่หมดอายุ
- บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ใบขับขี่
- หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
- ฯลฯ
หลักฐานภาพอิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดผ่านแอปพลิเคชันของหน่วยงานของรัฐ
ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น
- แอปพลิเคชัน ThaID (บัตรประจำตัวประชาชนอิเล็กทรอนิกส์)
- แอปพลิเคชัน DLT QR LICENCE (ใบอนุญาตขับขี่อิเล็กทรอนิกส์)
- แอปพลิเคชันบัตรคนพิการ (บัตรประจำตัวคนพิการอิเล็กทรอนิกส์)
ขั้นตอนการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติในวันเดียวกัน
1. ตรวจสอบรายชื่อ
- ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีที่ปิดประกาศไว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งจะมี 2 ชุด คือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ
- จะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกในการช่วยตรวจสอบและแจ้งลำดับที่ให้ทราบ
- จดจำลำดับที่ของตนเอง รวมถึงหมายเลขผู้สมัครแบบแบ่งเขตและหมายเลขพรรคการเมืองที่จะเลือก
2. เตรียมตัวก่อนเข้าคูหา
- จดจำลำดับที่ของตนเอง รวมถึงหมายเลขผู้สมัครแบบแบ่งเขตและหมายเลขพรรคการเมืองที่จะเลือก
- เตรียมหลักฐานแสดงตน ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน (หมดอายุก็ใช้ได้), บัตรหรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการออกให้ที่มีรูปถ่ายและเลข 13 หลัก (ต้องยังไม่หมดอายุ), แอปพลิเคชัน ThaiD หรือ DLT QRLICENCE หรือบัตรคนพิการอิเล็กทรอนิกส์
3. แสดงตนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.
- ยื่นหลักฐานแสดงตนและแจ้งลำดับที่ต่อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง
- ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส.
4. รับบัตรเลือกตั้ง สส. และลงลายมือชื่อที่ต้นขั้ว
- ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ประเภท
- รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ
– แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (เลือกคน)
– แบบบัญชีรายชื่อ (เลือกพรรค) - รับหลักฐานแสดงตนคืน
5. เข้าคูหาลงคะแนนเลือกตั้ง สส.
- ทำเครื่องหมาย กากบาท (X) ลงในช่องทำเครื่องหมายในบัตรทั้ง 2 ใบ
– บัตรแบบแบ่งเขต: เลือกผู้สมัครได้เพียง 1 คน
– บัตรแบบบัญชีรายชื่อ: เลือกพรรคการเมืองได้เพียง 1 พรรค - หากไม่ประสงค์เลือกใครหรือพรรคใด ให้กากบาท (X) ในช่อง “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด” หรือ “ไม่เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด”
- พับบัตรเลือกตั้งตามรอยพับให้เรียบร้อยแล้วออกจากคูหา
- ทำเครื่องหมาย กากบาท (X) ลงในช่องทำเครื่องหมายในบัตรทั้ง 2 ใบ
6. หย่อนบัตรเลือกตั้ง สส. ลงในหีบบัตร
- นำบัตรเลือกตั้งที่พับแล้ว หย่อนลงในหีบบัตรแต่ละประเภทให้ถูกต้องด้วยตนเอง
7. แสดงตนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ
- หลังจากหย่อนบัตรเลือกตั้ง สส. เสร็จแล้ว ให้เดินไปยังจุดถัดไปในที่เลือกตั้งเดียวกัน เพื่อขอใช้สิทธิประชามติ,
- ยื่นหลักฐานแสดงตนและแจ้งลำดับที่ตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ,
- ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ
8. รับบัตรออกเสียงประชามติและลงลายมือชื่อที่ต้นขั้ว
- ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ ที่ต้นขั้วบัตรออกเสียงประชามติ
- รับบัตรออกเสียงประชามติ 1 ใบ พร้อมรับหลักฐานแสดงตนคืน
9. เข้าคูหาลงคะแนนออกเสียงประชามติ
- ทำเครื่องหมาย กากบาท (X) เพียงช่องเดียว ในช่อง “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” หรือ “ไม่แสดงความคิดเห็น”
- พับบัตรออกเสียงประชามติตามรอยพับให้เรียบร้อย
10. หย่อนบัตรประชามติ และออกจากที่เลือกตั้ง
- นำบัตรออกเสียงประชามติที่พับแล้ว หย่อนลงในหีบบัตรออกเสียงประชามติด้วยตนเอง
- เดินออกจากที่เลือกตั้งตามทางออกที่กำหนด
ลักษณะบัตรดีและบัตรเสีย
ลักษณะบัตรดี
- ต้องมีเครื่องหมายในการลงคะแนน
- เครื่องหมายต้องเป็นเครื่องหมายกากบาท X
- เครื่องหมายกากบาท X ต้องอยู่ในช่องทำเครื่องหมายของหมายเลขผู้สมัคร หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง
ลักษณะบัตรเสีย
- บัตรปลอม
- บัตรที่มีการทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตหรือเขียนข้อความใด ๆ ลงในบัตรเลือกตั้ง นอกจากเครื่องหมายในการลงคะแนน เว้นแต่เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง
- บัตรที่มิได้ทำเครื่องหมายลงคะแนน
- บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครเกิน 1 คน หรือเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เกิน 1 บัญชีรายชื่อ
- บัตรที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด เว้นแต่ เป็นการทำเครื่องหมายในช่อง “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด” หรือ “ไม่เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด”
- บัตรที่ได้ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง และทำเครื่องหมาย ในช่อง “ไม่เลือกผู้สมัครใด” หรือ “ไม่เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด” ด้วย
- บัตรที่ทำเครื่องหมายอื่นนอกจากเครื่องหมายกากบาท
- บัตรที่ได้ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครแล้วทำเครื่องหมายในช่องที่ไม่มีผู้สมัคร
- บัตรที่ทำเครื่องหมายในช่องไม่มีผู้สมัคร หรือผู้สมัครที่ถูกถอนชื่อออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร
- บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้กับผู้สมัครใน “ช่องทำเครื่องหมาย” เกินกว่า 1 เครื่องหมาย
- บัตรที่ทำเครื่องหมายนอก “ช่องทำเครื่องหมาย”
- บัตรที่มิใช่บัตรซึ่งกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมอบให้
- บัตรเสียตามมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561
- บัตรเลือกตั้งที่มิใช่ของเขตเลือกตั้งที่ดำเนินการนับคะแนน
การอำนวยความสะดวกแก่คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ
ในการลงคะแนนเลือกตั้ง กกต. ได้จัดให้มีการอำนวยความสะดวกแก่คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ดังนี้
1. หน่วยเลือกตั้งปกติ
- จัดให้มีบัตรทาบสำหรับคนพิการทางสายตา และการอำนวยความสะดวกอื่นๆ
- มี กปน. เป็นผู้ช่วยในการใช้สิทธิลงคะแนน
2. ที่เลือกตั้งกลางสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ
- โดยผู้จะใช้สิทธิต้องลงทะเบียนขอใช้สิทธิ ณ ที่เลือกตั้งกลางที่กำหนด
- เมื่อลงทะเบียนแล้วให้หมดสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
*ในการช่วยเหลือในการลงคะแนน ต้องให้บุคคลนั้นได้ออกสียงลงคะแนนด้วยตนเองตามเจตนาของบุคคลนั้น เว้นแต่ลักษณะทางกายภาพที่ทำให้ไม่สามารถทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งได้ให้บุคคลอื่นหรือ กปน. เป็นผู้กระทำการแทนโดยความยินยอมและเป็นไปตามเจตนา ทั้งนี้ให้ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ
7. หลังการลงคะแนน : การตรวจสอบและความโปร่งใส
การกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
ห้ามมิให้
- ผู้ใดซึ่งรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนพยายามออกเสียงลงคะแนน หรือออกเสียงลงคะแนนโดยแสดงหลักฐานที่ไม่ใช่ตนเอง
- ผู้ใดจงใจกระทำด้วยประการใดๆให้บัตรเลือกตั้งชำรุด หรือเสียหายหรือให้บัตรเสีย หรือกระทำด้วยการใดๆแก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้
- ผู้ใดซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยเข้ามีส่วนช่วยเหลือในการหาเสียง
- ผู้ใดเล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใดๆเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
- ผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการใดไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนับตั้งแต่เวลา 18:00 นาฬิกาของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว
- ผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้งในระหว่างเวลา 18:00 นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้ง
หนึ่งวันจนถึงเวลา 18:00 นาฬิกา ของวันเลือกตั้ง - ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรียก รับ หรือยอมที่จะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนนหรือ
งดเว้นไม่ลงคะแนน - ผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง หรือ
เพื่อจะแกล้งให้ผู้สมัครผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง - ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง
- ผู้ใดขัดขวาง หน่วงเหนี่ยวไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนเลือกตั้งได้
ช่องทางแจ้งเบาะแสทุจริตการเลือกตั้ง
1. แอปพลิเคชันตาสับปะรด (Pineapple Eye)
- ดาวน์โหลดได้ที่ App Store/Play Store
- ใช้บัตรประชาชนลงทะเบียน สามารถส่งข้อความ, ภาพ, เสียง, วิดีโอได้.
2. แจ้งทางโทรศัพท์
- สายด่วน กกต. โทร. 1444 ตลอด 24 ชั่วโมง
- ฝ่ายปฏิบัติการข่าว 0-2141-8888
3. แจ้งด้วยตนเอง
- สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 - สำนักงาน กกต. ประจำจังหวัด /สำนักงาน กกต. กรุงเทพมหานคร
- สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
4. แจ้งผ่านระบบออนไลน์
- แจ้งผ่านเว็บไซต์ กกต. : แบบฟอร์มแจ้งเบาะแสทุจริตการเลือกตั้ง **ข้อมูลต่างๆ ของท่านจะถูกเก็บเป็นความลับ
การประกาศผลการเลือกตั้ง
เมื่อ กกต. ได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด กกต. ต้องประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง
การคัดค้านการเลือกตั้ง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งมีสิทธิยื่นคัดค้านต่อคณะกรรมการว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง หรือที่ตนสมัครรับเลือกตั้ง หรือที่พรรคการเมืองส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ผู้มีสิทธิยื่นคัดค้านการเลือกตั้ง อาจยื่นคัดค้านได้ตั้งแต่วันที่คณะกรรมการประกาศกำหนดวันเลือกตั้งจนถึง 30 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง เว้นแต่การคัดค้านเกี่ยวกับ
- ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง ให้ยื่นได้ตั้งแต่วันเลือกตั้งจนถึง 180 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง
- การคัดค้านเกี่ยวกับการนับคะแนนให้คัดค้านในระหว่างเวลาที่ยังนับคะแนนไม่แล้วเสร็จหรือในกรณีคัดค้านการรวมคะแนน ให้คัดค้านก่อนประกาศผลการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง
การดำเนินการกรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง
- ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง
- ถ้า กกต. สืบสวนหรือไต่สวนแล้วเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครกระทำการหรือก่อให้บุคคลอื่นกระทำสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าวหรือรู้ว่ามีการกระทำแล้ว แต่ไม่ดำเนินการระงับการกระทำนั้น
- ให้ กกต. สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครนั้นเป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี และในกรณีที่ผู้สมัครนั้นได้คะแนนอยู่ในลำดับที่จะได้รับเลือกตั้งให้ กกต. สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบส้ม)
- ก่อนหรือในวันเลือกตั้ง
- เมื่อ กกต. สืบสวนหรือไต่สวนแล้ว หรือพบเห็นการกระที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือ กกต. แต่ละคนพบเห็นการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือเป็นมิชอบด้วยกฎหมาย
- กกต. หรือกรรมการมีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเลือกตั้งและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง)
- ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง
หลังประกาศผลการเลือกตั้ง
- เมื่อประกาศผลการเลือกตั้งแล้วปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่ไม่ได้ความชัดว่าเป็นการกระทำของผู้ได้รับเลือกตั้ง
– ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณา
– ในกรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมให้ศาลสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่สำหรับเขตเลือกตั้งนั้น (ใบเหลือง) - เมื่อ กกต. สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัคร (ใบส้ม) หรือภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว
– ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดการกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น
– ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (ใบดำ) หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ของผู้นั้น
- เมื่อประกาศผลการเลือกตั้งแล้วปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่ไม่ได้ความชัดว่าเป็นการกระทำของผู้ได้รับเลือกตั้ง
8. กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
การประชุมรัฐสภาครั้งแรก
- ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกภายใน 15 วันนับตั้งแต่ประกาศผลการเลือกตั้ง
การเลือกนายกรัฐมนตรี
- สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อซึ่งพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้แจ้งไว้ต่อ กกต. (ไม่เกิน 3 รายชื่อ) ว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี (เฉพาะพรรคที่มี สส. ไม่น้อยกว่า 25 คน)
- โดยมติที่ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งต้องกระทำโดยเปิดเผยและมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
คณะรัฐมนตรี
- พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35 คน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน
