การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 8 ก.พ. 69

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569

🗓️ กำหนดการรับสมัครรับเลือกตั้ง

    • 27 – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น.
      วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
    • 28 – 30 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. และ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.00 น.
      วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อและแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี
    • 7 มกราคม 2569 ประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ

📅 วันเลือกตั้งและวันลงประชามติ

🗳️ รูปแบบการลงคะแนน

    • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ได้แก่:
      – บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เลือกผู้สมัครได้ 1 คน
      – บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ เลือกได้ไม่เกิน 1 พรรคการเมือง

⏰ ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า

    • 📅 ลงทะเบียน 20 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569
    • 🗳️ วันเลือกตั้งล่วงหน้า 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 8.00 – 17.00 น.
           **เฉพาะกรณีเฉพาะในเขต/นอกเขต/ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ผู้สูงอายุ 
    • 🏠 เลือกตั้งล่วงหน้าในเขต
      –  มีเหตุจำเป็น ไม่สามารถไปวันเลือกตั้ง
      –  ลงทะเบียน: ยื่นด้วยตนเอง/ไปรษณีย์
      –  เอกสาร: แบบคำขอ + หนังสือรับรองเหตุจำเป็น + สำเนาบัตรประชาชน
    • 📍 เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต
      –  อยู่นอกเขต / อยู่ไม่ครบ 90 วัน / ปฏิบัติหน้าที่นอกเขต
      –  ลงทะเบียน: ออนไลน์ / ThaID / Smart Vote หรือ ยื่นด้วยตนเอง/ไปรษณีย์
      –  ระบบออนไลน์ปิด: 5 ม.ค. 2569 เวลา 24.00 น.
    • 🌍 เลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร
      –  วิธีลงคะแนน: หน่วยเลือกตั้ง / ไปรษณีย์ / หน่วยเคลื่อนที่
      –  วันเลือกตั้งขึ้นกับสถานทูต/กงสุล
      –  ลงทะเบียน: ออนไลน์ / ThaID / Smart Vote หรือ ยื่นด้วยตนเอง/ไปรษณีย์

🔍 ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง เขต/หน่วย/สถานที่เลือกตั้งและลำดับที่ในบัญชีรายชื่อ

    • สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
    • 🌐 https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/
    • 📱แอปพลิเคชัน Smart Vote

🪪 หลักฐานที่ใช้แสดงตนในการลงคะแนนเลือกตั้ง

    • บัตรประจำตัวประชาชน **หมดอายุก็ใช้ได้
    • บัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้ที่มีรูปถ่ายและมีเลขประจำตัวประชาชน **ต้องไม่หมดอายุ เช่น บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ, ใบขับขี่, หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ฯลฯ
    • แสดงหลักฐานแบบออนไลน์ผ่าน 3 แอปพลิเคชั่น
      🇹🇭 ThaID | 🚘 DLT QR LICENCE | ♿ บัตรคนพิการอิเล็กทรอนิกส์ 

⚠️ แจ้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

    • ก่อนวันเลือกตั้ง: 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2569
    • หลังวันเลือกตั้ง: 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569
    • แจ้งผ่าน 🌐เว็บไซต์กรมการปกครอง | 📱แอปพลิเคชัน Smart Vote | 👮แจ้งต่อนายทะเบียนท้องถิ่น

📢 ตรวจสอบผลการเลือกตั้ง

    • รอประกาศ

1. ความสำคัญของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

      การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีความสำคัญต่อคนไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่ต้องไปทำหน้าที่ของตนในการเลือกบุคคลเป็นผู้แทนไปทำหน้าที่แทนตนในการปกป้องผลประโยชน์ และดูแลทุกข์สุขของประชาชนรวมทั้งบริหารงบประมาณของประเทศ

       รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2564 ได้บัญญัติให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ซึ่งต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างอิสระ โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ

2. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : บทบาท หน้าที่ และที่มา

หน้าที่และอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

       สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของประชาชนที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามกฎหมายเข้าไปทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเช่น

    • ออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
    • พิจารณาจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อพัฒนาประเทศ
    • ตรวจสอบและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
    • นำปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนเสนอต่อรัฐบาล

จำนวนและที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คน

1. มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

    • จำนวน 400 เขต ๆ ละ 1 คน รวม 400 คน ใช้รูปแบบเขตเดียวเบอร์เดียว
    • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะลงคะแนนเลือกตั้งได้คนละ 1 คะแนน โดยจะเลือกผู้สมัครใดหรือไม่เลือกผู้สมัครใดก็ได้
    • ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งในเขตนั้น หากมีผู้สมัครได้รับคะแนนสูงสุดเท่ากันหลายคนให้ใช้วิธีจับฉลาก

2. มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ

    • จำนวน 100 คน
    • พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วให้มีสิทธิส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อได้พรรคละ 1 บัญชี มีจำนวนไม่เกิน 100 คน
    • โดยรายชื่อต้องไม่ซ้ำกับผู้สมัครเลือกตั้ง สส. ของพรรคอื่นหรือซ้ำกับผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต

การคำนวณสัดส่วนของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

       สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ มีจำนวน 100 คน มาจากบัญชีรายชื่อแต่ละพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อที่พึงจะได้รับ โดยให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

  1. รวมผลคะแนนทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ
  2. นำคะแนนรวมตาม ข้อ 1 หารด้วย 100 (มาจาก สส.แบบบัญชีรายชื่อมีจำนวน 100 คน) ผลลัพธ์ที่ได้ถือเป็น “คะแนนเฉลี่ยต่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน”
  3. นำ “คะแนนเฉลี่ยต่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน” ไปหารคะแนนรวมจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ ผลลัพธ์ที่ได้ (เฉพาะส่วนที่เป็นจำนวนเต็ม) คือ “จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ”
  4. กรณี “จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ” รวมกันทุกพรรคไม่ครบ 100 คน
    –  ให้พรรคการเมืองที่มีผลลัพธ์ที่เป็นเศษ (ไม่มีจำนวนเต็ม) และพรรคการเมืองที่มีเศษเหลืงการคำนวณตามข้อ 3 พรรคใดมีเศษจำนวนมากที่สุด ให้ได้รับจำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่ออีก 1 คนเรียงตามลำดับ จนกว่าจะมีจำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองทั้งหมดได้รับครบจำนวน 100 คน
    –  ถ้าในลำดับใดมีเศษเท่ากันและจะทำให้จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อเกิน 100 คน ให้ตัวแทนของพรรคการเมืองที่มีเศษเท่ากันจับสลาก
  5. ให้ถือผู้สมัครตามบัญชีรายชื่อผู้สมัครของพรรคการเมืองตามจำนวนที่พรรคการเมืองนั้นได้รับตามผลการคำนวณในข้อ 1 – 4 ได้รับเลือกตั้งเรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นจนครบจำนวน แต่ต้องไม่เกินจำนวนผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่พรรคการเมืองนั้นได้ส่งสมัคร หากได้จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อไม่ถึง 100 คน ให้ สส. แบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกที่มีอยู่

3. การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กำหนดการรับสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

27 – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น.

28 – 30 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. และ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.00 น.

    • วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อและแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองมีมติจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
    • ณ ห้องประชุมแกรนด์บอลรูม วายุภักษ์ ชั้น 4 และห้องประชุมวายุภักษ์ฮอลล์ ชั้น 5 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

7 มกราคม 2569

    • ประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และประกาศรายชื่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อ

คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

  1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
  2. มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
  3. เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียว เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ระยะเวลา 90 วันดังกล่าวให้ลดลงเหลือ 30 วัน
  4. ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย
    (ก) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันสมัคร
    รับเลือกตั้ง
    (ข) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
    (ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีการศึกษา
    (ง) เคยรับราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งแล้วแต่กรณี เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี

การกำหนดค่าใช้จ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
 ครบอายุสภาไม่เกินคนละ 7 ล้านบาทไม่เกินพรรคละ 163 ล้านบาท
 ยุบสภาไม่เกินคนละ 1.9 ล้านบาทไม่เกินพรรคละ 44 ล้านบาท
 เลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลรับสมัครใหม่ ไม่เกินคนละ 9.5 แสนบาท
ไม่รับสมัครใหม่ ไม่เกินคนละ 6.3 แสนบาท
 เลือกตั้งใหม่หลังประกาศผลไม่เกินคนละ 1.9 ล้านบาท
 เลือกตั้งใหม่แพ้ VOTE NOไม่เกินคนละ 9.5 แสนบาท

4. การดำเนินงานพรรคการเมืองและการสรรหาผู้สมัคร สส.

เอกสารคู่มือการดำเนินงานพรรคการเมืองและการสรรหาผู้สมัคร สส.

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่เอกสารคู่มือการดำเนินงานพรรคการเมืองและการสรรหาผู้สมัคร สส. เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งหมด 3 เรื่อง ประกอบด้วย

1. หนังสือรวมกฎหมาย ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้องกับงานพรรคการเมือง

    • เป็นหนังสือที่รวบรวมกฎหมาย ระเบียบ และประกาศเกี่ยวกับงานพรรคการเมือง เพื่อใช้เป็นคู่มือในการปฏิบัติงานของพรรคการเมือง สาขาพรรคการเมือง และประชาชน
    • ดาวน์โหลดเอกสาร

2. คู่มือการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและการแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด

    • เพื่อให้พรรคการเมืองใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง และแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง ครบถ้วนตามกฎหมาย
    • ดาวน์โหลดเอกสาร

3. คู่มือการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    • เพื่อให้พรรคการเมืองใช้ดำเนินการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง ครบถ้วนตามกฎหมาย
    • ดาวน์โหลดเอกสาร

หลักเกณฑ์ในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมือง

    • ได้รับการเลือกตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองโดยวิธีการลงคะแนนลับจำนวนตามที่ข้อบังคับพรรคการเมืองกำหนด
    • มีหน้าที่กำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการสมัคร เมื่อพ้นกำหนด การรับสมัครให้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแล้วส่งรายชื่อผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง / รายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อแล้วแต่กรณี ให้สาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด

สาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด

    • พรรคการเมืองที่ประสงค์จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในจังหวัดใด จะต้องมีสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดในจังหวัดนั้น

ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

    • มาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พรรคการเมืองต้องให้หัวหน้าสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจัดประชุมสมาชิกเพื่อรับฟังความคิดเห็นและให้สมาชิกให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบผู้สมัครฯ โดยมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 หรือ 50 คน ตามลำดับ

ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ

    • มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พรรคการเมืองต้องให้หัวหน้าสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจัดประชุมสมาชิกเพื่อรับฟังความคิดเห็นและให้สมาชิกให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบบัญชีรายชื่อผู้สมัครฯ โดยมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 หรือ 50 คน ตามลำดับ

คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง

    • พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลก่อนเสนอเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

หัวหน้าพรรคการเมือง

    • ออกหนังสือรับรองการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร 

ข้อห้ามและบทลงโทษ

    • หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง หัวหน้าสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ผู้ไม่ดำเนินการตามมาตรา 50 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือยินยอมให้บุคคลใดที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเข้าแสดงความคิดเห็นหรือให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบการสรรหาผู้สมัคร ในที่ประชุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี
    • หัวหน้าพรรคการเมืองผู้ใดออกหนังสือรับรองผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี

5. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและการเตรียมความพร้อม

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

  1. มีสัญชาติไทย ถ้าแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
  2. มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง
  3. เป็นผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง

ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

บุคคลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ในวันเลือกตั้งเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

    • เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช
    • อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
    • ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
    • วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

การเตรียมความพร้อมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

     ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องดำเนินการเตรียมพร้อมก่อนไปใช้สิทธิ ดังนี้

1. ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

2. การเพิ่มชื่อ – ถอนชื่อ

    • ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน

      • หากพบว่าตนเองหรือผู้มีชื่อยู่ในทะเบียนบ้านของตนไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือเจ้าบ้านเห็นว่ามีชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนบ้านของตนโดยไม่ได้อาศัยอยู่จริง
      • ให้ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นเพื่อขอเพิ่มชื่อ – ถอนชื่อ พร้อมนำสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนหรือบัตรประจำตัวอื่นใดที่ทางราชการออกให้ไปแสดงด้

แอปพลิเคชั่นที่ใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แอปพลิเคชั่น “ฉลาดเลือก (Smart Vote)”

       แอปพลิเคชัน ฉลาดเลือก SMART VOTE เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเข้าถึงข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้ง ข้อมูลพรรคการเมือง ข้อมูลที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง

แอปพลิเคชั่น “ตาสับปะรด”

       เพื่อใช้ในการติดตามสถานการณ์และป้องปรามการทุจริตเลือกตั้ง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการรายงานสถานการณ์ เมื่อมีการพบเห็นการทุจริต และ การกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้ง หรือรายงานสถานการณ์ทั่วไปที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยผู้ใช้งานสามารถรายงานสถานการณ์ได้ทั้ง ข้อความ ภาพ เสียง หรือวีดีโอ ผ่านทางแอปพลิเคชัน

แอปพลิเคชัน “พลเมืองศึกษา”

       แอปพลิเคชัน CIVIC เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเข้าถึงข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้ง ข้อมูลพรรคการเมือง ข้อมูลที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

การลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรล่วงหน้า

ผู้ที่สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า

    1. ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
    2. ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีชื่ออยู่ในทะเบียนในเขตเลือกตั้งน้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
    3. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้รับคำสั่งจากทางราชการให้ไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง
    4. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักรประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

ระยะเวลาลงทะเบียน

    • 20 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569

วันเลือกตั้งล่วงหน้า

    • 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 8.00 – 17.00 น.
    • เฉพาะกรณีในเขต/นอกเขตเลือกตั้ง/ผู้พิการ ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ

การลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง

    • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีเหตุจำเป็น เช่น ถูกสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือมีภารกิจนอกเขตเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิก่อนวันเลือกตั้งได้
    • ช่องทางการลงทะเบียน
      –  ยื่นด้วยตนเอง กรุงเทพฯ ยื่นที่สำนักงานเขต / ต่างจังหวัดยื่นที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือท้องถิ่น ในวันและเวลาราชการ (สามารถมอบหมายผู้อื่นหรือยื่นเป็นกลุ่มได้)
      –  ยื่นทางไปรษณีย์ ส่งถึงนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นของพื้นที่ โดยถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ
    • เอกสารที่ใช้
      –  แบบคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งในเขต
      –  คำสั่งหรือหนังสือรับรองจากหน่วยงานรัฐที่ยืนยันเหตุจำเป็น
      –  สำเนาบัตรประชาชนหรือบัตรราชการที่มีเลขประจำตัวประชาชน พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

การลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง

    • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่นอกเขตเลือกตั้ง มีชื่ออยู่ในทะเบียนไม่ครบ 90 วัน หรือถูกสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้ง สามารถลงทะเบียนได้
    • ช่องทางการลงทะเบียน
      –  ออนไลน์ (24 ชม.) ผ่านระบบลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขต หรือ แอปฯ ThaID หรือ แอปฯ Smart Vote ไม่ต้องส่งเอกสาร **ระบบปิดวันที่ 5 ม.ค. 69 เวลา 24.00 น.
      –  ยื่นด้วยตนเอง ที่สำนักงานเขต/สำนักทะเบียนอำเภอ/ท้องถิ่น ในวันเวลาราชการ ใช้แบบคำขอและสำเนาบัตรประชาชน (มอบหมายผู้อื่นยื่นแทนได้)
      –  ยื่นทางไปรษณีย์ ส่งถึงนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นของพื้นที่
      ถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ พร้อมแบบคำขอและสำเนาบัตรประชาชน
    • การตรวจสอบผลการลงทะเบียน
      –  https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/

การลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

    • การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรมี 3 วิธี ได้แก่ ลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง, ทางไปรษณีย์ และหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่ โดยวันเลือกตั้งล่วงหน้าขึ้นอยู่กับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่แต่ละแห่งกำหนด
    • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร และประสงค์ใช้สิทธิเลือกตั้งจากต่างประเทศ
    • ช่องทางการลงทะเบียน
      • ทางอินเทอร์เน็ต ผ่านระบบลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร หรือ แอปฯ ThaID หรือ แอปฯ Smart Vote ไม่ต้องส่งเอกสาร **ระบบปิดวันที่ 5 ม.ค. 69 เวลา 24.00 น.
      • ยื่นด้วยตนเอง
        –  อยู่ไทยแต่จะเดินทางไปต่างประเทศ: ยื่นที่สำนักทะเบียนอำเภอ/ท้องถิ่น
        –  อยู่ต่างประเทศ: ยื่นที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ พร้อมแนบแบบคำขอและสำเนาเอกสารแสดงตน (บัตรประชาชน/หนังสือเดินทาง)
      • ยื่นทางไปรษณีย์
        –  ส่งถึงนายทะเบียนอำเภอ/ท้องถิ่น (กรณีอยู่ไทย)
        –  ส่งถึงสถานเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ (กรณีอยู่ต่างประเทศ)
        –  แนบแบบคำขอและสำเนาเอกสารแสดงตน (บัตรประชาชน/หนังสือเดินทาง) โดยถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ
    • การตรวจสอบผลการลงทะเบียน
      –  https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/

การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้

เหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้

    • มีกิจธุระจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
    • เจ็บป่วยและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
    • เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
    • เดินทางออกนอกราชอาณาจักร
    • มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร
    • ได้รับคำสั่งจากทางราชการให้ไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้ง
    • มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุอื่นที่ กกต. กำหนด

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใดที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เนื่องจากมีเหตุอันสมควร

      ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใดที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เนื่องจากมีเหตุอันสมควร ให้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยทำเป็นหนังสือซึ่งต้องระบุเลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้าน ภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง หรือภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง สามารถแจ้งด้วยตัวเอง หรือมอบหมายให้ผู้อื่นไปยื่นแทน หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน

กรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้แจ้งเหตุไว้แล้ว หากในวันเลือกตั้งเหตุดังกล่าวได้สิ้นสุดลง

    • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้งได้

สำหรับผู้ไม่ไปใช้สิทธิและผู้แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ

    • สามารถตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลย้อนหลังได้ 2 ปี ทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ที่ https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/absvote/

ช่องทางแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้

กำหนดเวลาแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    • ก่อนวันเลือกตั้ง: 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2569
    • หลังวันเลือกตั้ง: 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569

แจ้งผ่านช่องทางออนไลน์/เว็บไซต์

แจ้งผ่านแอปพลิเคชัน Smart Vote

    • เลือกหัวข้อ “การแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์”

แจ้งด้วยตนเอง หรือ ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนแจ้งต่อนายทะเบียนท้องถิ่น

    • ใช้แบบฟอร์ม ส.ถ./ผ.ถ. 1/8 หรือ ทำเป็นหนังสือระบุเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
    • สามารถไปแจ้งด้วยตัวเอง หรือมอบหมายให้ผู้อื่นไปยื่นแทน หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน

ตรวจสอบรายละเอียดผู้ไม่ไปใช้สิทธิและผู้แจ้งเหตุจำเป็นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

    • สำหรับผู้ไม่ไปใช้สิทธิและผู้แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ สามารถตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลย้อนหลังได้ 2 ปี ทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ที่ https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/absvote/
    • การตรวจสอบข้อมูลการถูกจำกัดสิทธิ จะสามารถตรวจสอบได้ภายหลังจากการเลือกตั้ง 60 วัน

หากไม่ไปเลือกตั้งและไม่แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปเลือกตั้ง

จะถูกจำกัดสิทธิดังนี้

    1. ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
    2. สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่นหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
    3. สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะการปกครองท้องที่
    4. ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา
    5. ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

การถูกจำกัดสิทธิ

    • กำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

6. วันเลือกตั้ง : ขั้นตอนและการใช้สิทธิ

เวลาลงคะแนนเลือกตั้ง

  • วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08:00–17:00 น.

ตรวจสอบข้อมูล เขต/หน่วย/สถานที่เลือกตั้งและลำดับที่ในบัญชีรายชื่อ

วันที่สามารถครวจสอบข้อมูลเลือกตั้ง สส. ของผู้มีสิทธิ

    • ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

ช่องทางตรวจสอบ

หลักฐานที่ใช้แสดงตนในการลงคะแนนเลือกตั้ง

บัตรประจำตัวประชาชน **หมดอายุก็ใช้ได้

    • บัตรที่หมดอายุก็ใช้ได้

บัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้ที่มีรูปถ่ายและมีเลขประจำตัวประชาชน **ต้องยังไม่หมดอายุ

    • บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
    • ใบขับขี่
    • หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
    • ฯลฯ

หลักฐานภาพอิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดผ่านแอปพลิเคชันของหน่วยงานของรัฐ

     ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น

    • แอปพลิเคชัน ThaID (บัตรประจำตัวประชาชนอิเล็กทรอนิกส์)
    • แอปพลิเคชัน DLT QR LICENCE (ใบอนุญาตขับขี่อิเล็กทรอนิกส์)
    • แอปพลิเคชันบัตรคนพิการ (บัตรประจำตัวคนพิการอิเล็กทรอนิกส์)

ขั้นตอนการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติในวันเดียวกัน

1. ตรวจสอบรายชื่อ

    • ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีที่ปิดประกาศไว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งจะมี 2 ชุด คือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ
    • จะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกในการช่วยตรวจสอบและแจ้งลำดับที่ให้ทราบ
    • จดจำลำดับที่ของตนเอง รวมถึงหมายเลขผู้สมัครแบบแบ่งเขตและหมายเลขพรรคการเมืองที่จะเลือก

2. เตรียมตัวก่อนเข้าคูหา

    • จดจำลำดับที่ของตนเอง รวมถึงหมายเลขผู้สมัครแบบแบ่งเขตและหมายเลขพรรคการเมืองที่จะเลือก
    • เตรียมหลักฐานแสดงตน ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน (หมดอายุก็ใช้ได้), บัตรหรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการออกให้ที่มีรูปถ่ายและเลข 13 หลัก (ต้องยังไม่หมดอายุ), แอปพลิเคชัน ThaiD หรือ DLT QRLICENCE หรือบัตรคนพิการอิเล็กทรอนิกส์

3. แสดงตนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.

    •  ยื่นหลักฐานแสดงตนและแจ้งลำดับที่ต่อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง
    • ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส.

4. รับบัตรเลือกตั้ง สส. และลงลายมือชื่อที่ต้นขั้ว

    • ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ประเภท
    • รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ
      – แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (เลือกคน)
      – แบบบัญชีรายชื่อ (เลือกพรรค)
    • รับหลักฐานแสดงตนคืน

5. เข้าคูหาลงคะแนนเลือกตั้ง สส.

    • ทำเครื่องหมาย กากบาท (X) ลงในช่องทำเครื่องหมายในบัตรทั้ง 2 ใบ
      –  บัตรแบบแบ่งเขต: เลือกผู้สมัครได้เพียง 1 คน
      –  บัตรแบบบัญชีรายชื่อ: เลือกพรรคการเมืองได้เพียง 1 พรรค
    • หากไม่ประสงค์เลือกใครหรือพรรคใด ให้กากบาท (X) ในช่อง “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด” หรือ “ไม่เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด”
    • พับบัตรเลือกตั้งตามรอยพับให้เรียบร้อยแล้วออกจากคูหา

6. หย่อนบัตรเลือกตั้ง สส. ลงในหีบบัตร

    • นำบัตรเลือกตั้งที่พับแล้ว หย่อนลงในหีบบัตรแต่ละประเภทให้ถูกต้องด้วยตนเอง

7. แสดงตนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ

    • หลังจากหย่อนบัตรเลือกตั้ง สส. เสร็จแล้ว ให้เดินไปยังจุดถัดไปในที่เลือกตั้งเดียวกัน เพื่อขอใช้สิทธิประชามติ,
    • ยื่นหลักฐานแสดงตนและแจ้งลำดับที่ตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ,
    • ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

8. รับบัตรออกเสียงประชามติและลงลายมือชื่อที่ต้นขั้ว

    • ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ ที่ต้นขั้วบัตรออกเสียงประชามติ
    • รับบัตรออกเสียงประชามติ 1 ใบ พร้อมรับหลักฐานแสดงตนคืน

9. เข้าคูหาลงคะแนนออกเสียงประชามติ

    •  ทำเครื่องหมาย กากบาท (X) เพียงช่องเดียว ในช่อง “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” หรือ “ไม่แสดงความคิดเห็น”
    • พับบัตรออกเสียงประชามติตามรอยพับให้เรียบร้อย

10. หย่อนบัตรประชามติ และออกจากที่เลือกตั้ง

    • นำบัตรออกเสียงประชามติที่พับแล้ว หย่อนลงในหีบบัตรออกเสียงประชามติด้วยตนเอง
    • เดินออกจากที่เลือกตั้งตามทางออกที่กำหนด

ตัวอย่างบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ

ลักษณะบัตรดีและบัตรเสีย

ลักษณะบัตรดี

    1. ต้องมีเครื่องหมายในการลงคะแนน
    2. เครื่องหมายต้องเป็นเครื่องหมายกากบาท X
    3. เครื่องหมายกากบาท X ต้องอยู่ในช่องทำเครื่องหมายของหมายเลขผู้สมัคร หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง

ลักษณะบัตรเสีย

    1. บัตรปลอม
    2. บัตรที่มีการทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตหรือเขียนข้อความใด ๆ ลงในบัตรเลือกตั้ง นอกจากเครื่องหมายในการลงคะแนน เว้นแต่เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง
    3. บัตรที่มิได้ทำเครื่องหมายลงคะแนน
    4. บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครเกิน 1 คน หรือเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เกิน 1 บัญชีรายชื่อ
    5. บัตรที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด เว้นแต่ เป็นการทำเครื่องหมายในช่อง “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด” หรือ “ไม่เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด”
    6. บัตรที่ได้ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง และทำเครื่องหมาย ในช่อง “ไม่เลือกผู้สมัครใด” หรือ “ไม่เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด” ด้วย
    7. บัตรที่ทำเครื่องหมายอื่นนอกจากเครื่องหมายกากบาท
    8. บัตรที่ได้ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครแล้วทำเครื่องหมายในช่องที่ไม่มีผู้สมัคร
    9. บัตรที่ทำเครื่องหมายในช่องไม่มีผู้สมัคร หรือผู้สมัครที่ถูกถอนชื่อออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร
    10. บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้กับผู้สมัครใน “ช่องทำเครื่องหมาย” เกินกว่า 1 เครื่องหมาย
    11. บัตรที่ทำเครื่องหมายนอก “ช่องทำเครื่องหมาย”
    12. บัตรที่มิใช่บัตรซึ่งกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมอบให้
    13. บัตรเสียตามมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561
    14. บัตรเลือกตั้งที่มิใช่ของเขตเลือกตั้งที่ดำเนินการนับคะแนน

การอำนวยความสะดวกแก่คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ

       ในการลงคะแนนเลือกตั้ง กกต. ได้จัดให้มีการอำนวยความสะดวกแก่คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ดังนี้

1. หน่วยเลือกตั้งปกติ

    • จัดให้มีบัตรทาบสำหรับคนพิการทางสายตา และการอำนวยความสะดวกอื่นๆ
    • มี กปน. เป็นผู้ช่วยในการใช้สิทธิลงคะแนน

2. ที่เลือกตั้งกลางสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ

    • โดยผู้จะใช้สิทธิต้องลงทะเบียนขอใช้สิทธิ ณ ที่เลือกตั้งกลางที่กำหนด
    • เมื่อลงทะเบียนแล้วให้หมดสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

       *ในการช่วยเหลือในการลงคะแนน ต้องให้บุคคลนั้นได้ออกสียงลงคะแนนด้วยตนเองตามเจตนาของบุคคลนั้น เว้นแต่ลักษณะทางกายภาพที่ทำให้ไม่สามารถทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งได้ให้บุคคลอื่นหรือ กปน. เป็นผู้กระทำการแทนโดยความยินยอมและเป็นไปตามเจตนา ทั้งนี้ให้ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ

7. หลังการลงคะแนน : การตรวจสอบและความโปร่งใส

การกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ห้ามมิให้

  1. ผู้ใดซึ่งรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนพยายามออกเสียงลงคะแนน หรือออกเสียงลงคะแนนโดยแสดงหลักฐานที่ไม่ใช่ตนเอง
  2. ผู้ใดจงใจกระทำด้วยประการใดๆให้บัตรเลือกตั้งชำรุด หรือเสียหายหรือให้บัตรเสีย หรือกระทำด้วยการใดๆแก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้
  3. ผู้ใดซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยเข้ามีส่วนช่วยเหลือในการหาเสียง
  4. ผู้ใดเล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใดๆเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
  5. ผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการใดไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนับตั้งแต่เวลา 18:00 นาฬิกาของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
  6. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว
  7. ผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้งในระหว่างเวลา 18:00 นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้ง
    หนึ่งวันจนถึงเวลา 18:00 นาฬิกา ของวันเลือกตั้ง
  8. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรียก รับ หรือยอมที่จะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนนหรือ
    งดเว้นไม่ลงคะแนน
  9. ผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง หรือ
    เพื่อจะแกล้งให้ผู้สมัครผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
  10.  ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง
  11. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง
  12. ผู้ใดขัดขวาง หน่วงเหนี่ยวไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนเลือกตั้งได้

ช่องทางแจ้งเบาะแสทุจริตการเลือกตั้ง

1. แอปพลิเคชันตาสับปะรด (Pineapple Eye)

    • ดาวน์โหลดได้ที่ App Store/Play Store
    • ใช้บัตรประชาชนลงทะเบียน สามารถส่งข้อความ, ภาพ, เสียง, วิดีโอได้.

2. แจ้งทางโทรศัพท์

    • สายด่วน กกต. โทร. 1444 ตลอด 24 ชั่วโมง
    • ฝ่ายปฏิบัติการข่าว 0-2141-8888

3. แจ้งด้วยตนเอง

    • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
      อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
    • สำนักงาน กกต. ประจำจังหวัด /สำนักงาน กกต. กรุงเทพมหานคร

4. แจ้งผ่านระบบออนไลน์

การประกาศผลการเลือกตั้ง

       เมื่อ กกต. ได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด กกต. ต้องประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

การคัดค้านการเลือกตั้ง

       ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งมีสิทธิยื่นคัดค้านต่อคณะกรรมการว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง หรือที่ตนสมัครรับเลือกตั้ง หรือที่พรรคการเมืองส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

       ผู้มีสิทธิยื่นคัดค้านการเลือกตั้ง อาจยื่นคัดค้านได้ตั้งแต่วันที่คณะกรรมการประกาศกำหนดวันเลือกตั้งจนถึง 30 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง เว้นแต่การคัดค้านเกี่ยวกับ

    1. ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง ให้ยื่นได้ตั้งแต่วันเลือกตั้งจนถึง 180 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง
    2. การคัดค้านเกี่ยวกับการนับคะแนนให้คัดค้านในระหว่างเวลาที่ยังนับคะแนนไม่แล้วเสร็จหรือในกรณีคัดค้านการรวมคะแนน ให้คัดค้านก่อนประกาศผลการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง

การดำเนินการกรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง

    • ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง
      • ถ้า กกต. สืบสวนหรือไต่สวนแล้วเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครกระทำการหรือก่อให้บุคคลอื่นกระทำสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าวหรือรู้ว่ามีการกระทำแล้ว แต่ไม่ดำเนินการระงับการกระทำนั้น
      • ให้ กกต. สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครนั้นเป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี และในกรณีที่ผู้สมัครนั้นได้คะแนนอยู่ในลำดับที่จะได้รับเลือกตั้งให้ กกต. สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบส้ม)
    • ก่อนหรือในวันเลือกตั้ง
      • เมื่อ กกต. สืบสวนหรือไต่สวนแล้ว หรือพบเห็นการกระที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือ กกต. แต่ละคนพบเห็นการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือเป็นมิชอบด้วยกฎหมาย
      • กกต. หรือกรรมการมีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเลือกตั้งและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง)

หลังประกาศผลการเลือกตั้ง

    • เมื่อประกาศผลการเลือกตั้งแล้วปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่ไม่ได้ความชัดว่าเป็นการกระทำของผู้ได้รับเลือกตั้ง
      –  ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณา
      –  ในกรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมให้ศาลสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่สำหรับเขตเลือกตั้งนั้น (ใบเหลือง)
    • เมื่อ กกต. สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัคร (ใบส้ม) หรือภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว
      –  ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดการกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น
      –  ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (ใบดำ) หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ของผู้นั้น

8. กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

การประชุมรัฐสภาครั้งแรก

  • ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกภายใน 15 วันนับตั้งแต่ประกาศผลการเลือกตั้ง

การเลือกนายกรัฐมนตรี

  • สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อซึ่งพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้แจ้งไว้ต่อ กกต. (ไม่เกิน 3 รายชื่อ) ว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี (เฉพาะพรรคที่มี สส. ไม่น้อยกว่า 25 คน)
  • โดยมติที่ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งต้องกระทำโดยเปิดเผยและมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร   

คณะรัฐมนตรี

  • พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35 คน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน