กรมการข้าว เตือน พบ “เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล” ในพื้นที่แปลงนาของเกษตรกรจังหวัดพัทลุง

กรมการข้าว เตือน พบ “เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล” ในพื้นที่แปลงนาของเกษตรกรจังหวัดพัทลุง

        กรมการข้าว เตือน พบ “เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล” ในพื้นที่แปลงนาของเกษตรกรจังหวัดพัทลุง เนื่องจากศัตรูพืชชนิดนี้ดูดกินน้ำเลี้ยงต้นข้าว ทำให้เกิดอาการ “ไหม้” มักพบช่วงข้าวแตกกอถึงออกรวง และยังเป็นพาหะนำโรคไวรัสใบหงิกและโรคเขียวเตี้ย ส่งผลให้ต้นข้าวแคระแกร็นและผลผลิตเสียหายรุนแรง และพร้อมให้คำแนะนำถึงวิธีป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด

       จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่แปลงนาของเกษตรกรจังหวัดพัทลุง กรมการข้าว ได้มอบหมายศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงเร่งออกสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และดำเนินการประสานงานกับสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ พร้อมให้คำแนะนำถึงวิธีป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด

       สำหรับการทำลายข้าวของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย จะทำลายข้าวโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่อน้ำท่ออาหาร บริเวณโคนต้นข้าวระดับเหนือผิวน้ำ ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลืองแห้ง ลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวก แห้งตายเป็นหย่อมๆ เรียก “อาการไหม้” (hopper burn) โดยทั่วไปพบอาการไหม้ในระยะข้าวแตกกอถึงระยะออกรวง ซึ่งตรงกับช่วงอายุขัยที่ 2 – 3 ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ในนาข้าวที่ขาดน้ำ ตัวอ่อนจะลงมาอยู่ที่บริเวณโคนกอข้าวหรือบนพื้นดินที่แฉะมีความชื้น นอกจากนี้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโรคใบหงิก (rice ragged stunt) มาสู่ต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวมีอาการต้นเตี้ย แคระแกร็น ใบสี เขียว แคบและสั้น ปลายใบบิดเป็นเกลียว ใบธงสั้น ขอบใบแหว่งวิ่น และยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสของโรคเขียวเตี้ย (rice grassy stunt) การเกิดโรคทั้ง 2 ชนิดนี้ มักจะเกิดขึ้นในฤดูปลูกหลังจากที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างรุนแรง ระดับที่นาข้าวแห้งตายจากอาการไหม้ของต้นข้าว

ในส่วนของวิธีการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนั้น สามารถทำได้ดังนี้

    • 1) หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวช่วงที่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมาเล่นแสงไฟในพื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม รอจนกว่าปริมาณเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่มาเล่นแสงไฟลดลง
    • 2) ปลูกข้าวพันธุ์ค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น สุพรรณบุรี 3 พิษณุโลก 2 กข31 กข41 กข47 กข49 กข57 กข61 กข63 กข71 กข79 กข85 กข95 เป็นต้น โดยไม่ปลูกพันธุ์เดียวติดต่อกันเกิน 4 ฤดูปลูก และพิจารณาอายุเก็บเกี่ยวให้ใกล้เคียงกัน เพื่อลดความเสียหายเมื่อเกิดการระบาดรุนแรง
    • 3) ปลูกข้าวโดยวิธีปักดำหรือโยนกล้า หากปลูกโดยวิธีหว่านให้ใช้เมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อไร่
    • 4) ไม่ใช้สารอะบาเม็กติน เนื่องจากมีพิษร้ายแรงต่อศัตรูธรรมชาติ ก่อให้เกิดพิษต่อสัตว์น้ำและมลพิษของสภาพแวดล้อมในนา
    • 5) ไม่ใช้สารที่ก่อให้เกิดการระบาดเพิ่ม (resurgence) ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว
    • 6) ไม่ขังน้ำในนาตลอดเวลา ควรปล่อยให้ระดับน้ำมีพอดินเปียก เพื่อทำให้สภาพนิเวศในนาข้าวไม่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และยังทำให้พวกมดในนาสามารถขึ้นมากัดกินตัวอ่อนเพลี้ยกระโดดได้อีกทางหนึ่ง
    • 7) กำจัดวัชพืชในแปลงนาและรอบแปลงนา
      •  ใส่ปุ๋ยในอัตราที่แนะนำ ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราที่สูง
    • 9) ในกรณีที่พบสัดส่วนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตัวเต็มวัยต่อมวนเขียวดูดไข่ ระหว่าง 6:1 – 8:1 หรือ
      • 9.1 พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระยะตัวอ่อนวัย 1-2 มากกว่า 5 ตัวต่อต้น ในข้าวระยะหลังหว่านถึง 40 วัน ให้ใช้สารบูโพรเฟซิน (กลุ่ม 16) 25% WP หรือ บูโพรเฟซิน (กลุ่ม 16) 5% + ไอโซโพรคาร์บ (กลุ่มย่อย 1A) 20% WP หรือ อีโทเฟนพรอกซ์ (กลุ่มย่อย 3A) 20% EC
      • 9.2 พบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากกว่า 1 ตัวต่อต้น ในข้าวระยะแตกกอเต็มที่ (ข้าวอายุ 41-60 วัน) ให้ใช้สารอีโทเฟนพรอกซ์ (กลุ่มย่อย 3A) 20% EC หรือ ไดโนทีฟูเรน (กลุ่มย่อย 4A) 10% WP หรือ ไพมีโทรซีน (กลุ่มย่อย 9B) 50% WG หรือ
      • ซัลฟอกซาฟลอร์ (กลุ่มย่อย 4C) 50% WG
      • 9.3 พบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากกว่า 1 ตัวต่อต้น ในข้าวระยะตั้งท้องถึงออกรวง (ข้าวอายุ 61-80 วัน) ให้ใช้สารไดโนทีฟูเรน (กลุ่มย่อย 4A) 10% WP หรือ ไพมีโทรซีน (กลุ่มย่อย 9B) 50% WG หรือ ซัลฟอกซาฟลอร์ (กลุ่มย่อย 4C) 50% WG
      • 9.4 กรณีที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรงหรือพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในระดับที่สูงกว่าระดับเศรษฐกิจอย่างมาก สารที่เป็นทางเลือกสำหรับแนะนำ คือ ไพมีโทรซีน (กลุ่มย่อย 9B) 50% WG ใช้เมื่อพบจำนวนมวนเขียวดูดไข่มาก หรือ ซัลฟอกซาฟลอร์ (กลุ่มย่อย 4C) 50% WG ใช้เมื่อพบจำนวนมวนเขียวดูดไข่น้อย
      • 9.5 อัตราการใช้สารตามคำแนะนำในฉลาก ขึ้นกับชื่อการค้าที่ใช้ เมื่อพ่นด้วยเครื่องยนต์พ่นสารสะพายหลังแบบแรงดันน้ำสูง (เครื่องพ่นปกติ) ในข้าวอายุไม่เกิน 40 วัน ใช้น้ำ 40 ลิตรต่อไร่ และ ข้าวอายุเกิน 40 วัน ใช้น้ำ 60-80 ลิตรต่อไร่ ให้เลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งตามคำแนะนำ ต้องสลับกลุ่มหมายเลขสารตามรอบวงจรชีวิตของแมลง เพื่อชะลอความต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดแมลง ควรเลือกใช้สารที่มีประสิทธิภาพสูงในช่วงระบาดรุนแรง และหมุนเวียนใช้สารที่มีประสิทธิภาพปานกลางเมื่อแมลงระบาดไม่มาก ห้ามเก็บเกี่ยวข้าวภายใน 30 วันหลังพ่นสารครั้งสุดท้าย ทั้งนี้ควรปฏิบัติตามแนวทางของ IRAC (2025) เพื่อยืดอายุการใช้สารและลดปัญหาแมลงสร้างความต้านทาน