PDPC แจ้งเตือนเมื่อข้อมูลสุขภาพกลายเป็น ป้ายราคา เส้นทางอันตรายจากเวชระเบียน
ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล แจ้งเตือนเมื่อข้อมูลสุขภาพกลายเป็น ป้ายราคา เส้นทางอันตรายจากเวชระเบียน
เมื่อข้อมูลสุขภาพกลายเป็น ‘ป้ายราคา’: เส้นทางอันตรายจากเวชระเบียนสู่ตลาดมืดค้ามนุษย์
- คุณเคยกรอกข้อมูลในแอปติดตามรอบเดือนไหม
- เคยทำแบบประเมินสุขภาพจิตออนไลน์หรือเปล่า
- หรือเคยให้ข้อมูลกรุ๊ปเลือดและประวัติการแพ้ยากับคลินิกเสริมความงามไหม
เรามักคิดว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว แต่ในโลกมืดของอาชญากรรมไซเบอร์… ข้อมูลสุขภาพที่อ่อนไหว (Sensitive Health Data) ของคุณ คือ “ทองคำ” ที่สามารถนำไปสู่ปลายทางที่เลวร้ายที่สุดอย่าง การค้าอวัยวะและการค้ามนุษย์มันไม่ใช่เรื่องไกลตัว และนี่คือกลไกที่มันทำงาน
เส้นทางที่ 1 จากข้อมูลรั่วไหล สู่ “การค้าอวัยวะ” (Organ Trafficking)
นี่คือเส้นทางที่ตรงไปตรงมาและน่ากลัวที่สุด เมื่อข้อมูลสุขภาพเชิงลึกของคุณรั่วไหลออกไป มันจะกลายเป็น “ใบสั่งซื้อ” สำหรับตลาดมืด
การสร้าง “แค็ตตาล็อกมนุษย์” : แฮกเกอร์ที่ขโมยข้อมูลจากโรงพยาบาล, บริษัทประกัน, หรือแอปสุขภาพ จะนำข้อมูลมาชำแหละและคัดแยกอย่างเป็นระบบ พวกเขาสร้างฐานข้อมูลที่ระบุ:
- กรุ๊ปเลือด (Blood Type)
- ผลการตรวจความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อ (HLA Typing)
- อายุและเพศ
- ประวัติสุขภาพโดยรวม (ไม่สูบบุหรี่, ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง)
- สถานะทางการเงินและสังคม (เพื่อประเมินความเสี่ยงในการตามหา)
การ “จับคู่” ตามใบสั่ง : เมื่อมีผู้ซื้อที่ร่ำรวยในตลาดมืดต้องการอวัยวะ (เช่น ไต, ตับ) ที่เข้ากันได้กับตัวเอง ขบวนการค้ามนุษย์จะใช้ “แค็ตตาล็อก” นี้เพื่อค้นหา “เป้าหมาย” ที่มีคุณสมบัติตรงกันทุกประการ
การล่อลวงสู่กับดัก : แทนที่จะเป็นการสุ่มลักพาตัว พวกเขาจะใช้กลยุทธ์ที่แนบเนียนกว่า เช่น สร้างเรื่องหลอกลวงเหยื่อที่ถูกเลือกไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเสนองานในต่างประเทศ, หลอกให้เดินทางไปตรวจสุขภาพฟรี, หรือใช้หนี้สินเป็นเครื่องมือล่อลวง เมื่อเหยื่อเดินทางไปถึงปลายทาง ก็จะตกอยู่ในกำมือของขบวนการและถูกบังคับให้ผ่าตัดเอาอวัยวะออกไป
เส้นทางที่ 2: จากข้อมูลสู่ “การค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์” (Exploitation)
ข้อมูลสุขภาพไม่ได้นำไปสู่การค้าอวัยวะเพียงอย่างเดียว แต่มันยังเป็นเครื่องมือชั้นดีในการ “คัดเลือก” และ “ควบคุม” เหยื่อเพื่อการแสวงหาประโยชน์ทางเพศหรือแรงงาน
การคัดเลือกเหยื่อจากความเปราะบาง
- ข้อมูลสุขภาพจิต: ผู้ที่มีประวัติการรักษาภาวะซึมเศร้า, ความวิตกกังวล, หรือการติดยาเสพติด จะถูกมองว่าเป็น “เหยื่อที่ง่ายต่อการควบคุม” เพราะมีสภาพจิตใจที่เปราะบาง สามารถใช้คำพูดหว่านล้อมหรือหลอกให้เชื่อได้ง่าย
- ข้อมูลโรคประจำตัว: ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังและมีภาระค่าใช้จ่ายสูง อาจจะสิ้นหวังและตกเป็นเป้าของการหลอกลวงให้ไปทำงานที่ให้รายได้ดีเกินจริงได้ง่ายขึ้น
การใช้ข้อมูลเพื่อ “ข่มขู่และควบคุม” (Blackmail & Control)
- ข้อมูลที่น่าอับอาย เช่น การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (STDs), ประวัติการทำแท้ง, หรือการใช้ยารักษาโรคทางจิตเวช ถือเป็นเครื่องมือแบล็กเมล์ที่ทรงพลังที่สุด เมื่อเหยื่อถูกล่อลวงไปแล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อบังคับให้เหยื่อยอมทำตามทุกอย่าง ไม่กล้าหลบหนี หรือไม่กล้าแจ้งความ เพราะกลัวว่าความลับจะถูกเปิดโปง
แล้วข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลมาจากไหน
- สถานพยาบาลและบริษัทประกัน: เป้าหมายอันดับหนึ่งของการโจมตีทางไซเบอร์
- แอปพลิเคชันด้านสุขภาพ: แอปนับก้าว, ติดตามการนอน, สุขภาพสตรี, ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ที่มีระบบป้องกันไม่ดีพอ
- หน่วยงานวิจัยและบริษัทยา: ที่เก็บข้อมูลสุขภาพของผู้เข้าร่วมโครงการ
- ตัวเราเอง: จากการถูกหลอกลวงฟิชชิ่ง (Phishing) ให้กรอกข้อมูลสุขภาพในเว็บไซต์ปลอม
เกราะป้องกัน “ข้อมูลชีวิต” ของเรา
- ตั้งคำถามกับแอปพลิเคชัน: ก่อนจะให้ข้อมูลสุขภาพกับแอปไหนก็ตาม อ่านนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) เสมอ! แอปนั้นน่าเชื่อถือแค่ไหน? พวกเขาจะนำข้อมูลเราไปทำอะไร?
- รหัสผ่านคือปราการด่านแรก: ใช้รหัสผ่านที่คาดเดายาก, แตกต่างกันในแต่ละบัญชี และเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (2FA) เสมอ โดยเฉพาะกับอีเมลและบัญชีที่ผูกกับข้อมูลสุขภาพ
- ระวังอีเมลและ SMS หลอกลวง: อย่าคลิกลิงก์หรือกรอกข้อมูลสุขภาพใดๆ จากอีเมลหรือข้อความที่ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งมักอ้างว่ามาจากโรงพยาบาลหรือบริษัทประกัน
- สอบถามสถานพยาบาล: เรามีสิทธิ์ที่จะถามคลินิกหรือโรงพยาบาลที่เราใช้บริการว่า “คุณมีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลของฉันอย่างไร?”
- ลบข้อมูลที่ไม่จำเป็น: หากเลิกใช้แอปสุขภาพใดแล้ว ควรเข้าไปลบข้อมูลและบัญชีทิ้ง ไม่ใช่แค่ลบแอปออกจากโทรศัพท์
ข้อมูลสุขภาพ ไม่ใช่แค่ตัวอักษรบนหน้าจอ แต่มันคือ “พิมพ์เขียว” ของร่างกายและจิตใจเรา การปกป้องมันจึงเท่ากับการปกป้องชีวิตของเราเอง ช่วยกันใส่ใจและบอกต่อเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้ใครต้องกลายเป็นสินค้าในตลาดมืด
ที่มา : Facebook : ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
