สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนธันวาคม 2568
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนธันวาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 การขยายตัวของการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน และการท่องเที่ยวภายในประเทศ อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ทิศทางค่าเงินบาท และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนธันวาคม 2568 ว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนธันวาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 การขยายตัวของการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน และการท่องเที่ยวภายในประเทศ อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ทิศทางค่าเงินบาท และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย” โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 46.4 และ 8.6 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 21.9 และ 10.2 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนธันวาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 53.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพสูง และปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนธันวาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ -10.9
เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 15.3 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 3.8 ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.2 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 10.6 สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ในเดือนธันวาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -9.3 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -2.1
มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 28,928.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็น
เดือนที่ 18 ที่ร้อยละ 16.8 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 16.6 ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานพาหนะ โดยขยายตัวร้อยละ 52.8 17.2 และ 5.4 ตามลำดับ นอกจากนี้ การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 18.4 17.3 และ 14.9 ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย และเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ทวีปออสเตรเลีย อาเซียน (5) และญี่ปุ่น ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 54.3 30.2 13.1 และ 8.6 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดอินเดีย และอินโดจีน (4) ลดลงร้อยละ -17.9 และ -11.4 ตามลำดับ
เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 3.37 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -7.1 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.9 ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนธันวาคม 2568 จำนวน 26.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 1.6 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.6 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนธันวาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -0.03 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -1.5 ตามการลดลงในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าว และหมวดไม้ผล อย่างไรก็ดี ผลผลิตยางพารา และปาล์มน้ำมัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนธันวาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จากระดับ 89.1 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจาก 1) เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา 2) ความกังวลด้านความต่อเนื่องการดำเนินนโยบายของรัฐบาลหลังมีการประกาศยุบสภา และ 3) การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ที่ระดับ 57.4 จากระดับ 56.8 ในเดือนก่อนหน้า
เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี: สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ -0.28 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.59 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 65.7 ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 281.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง: สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.0 จุด ค่าดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนธันวาคม 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.4 จุด สะท้อนว่าภาคการผลิตโลกยังไม่ถดถอย โดยดัชนีย่อย ได้แก่ ผลผลิต และ ระยะเวลาการส่งมอบของผู้ส่งมอบอยู่ในระดับที่สะท้อนการขยายตัว ด้านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.4 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการ สำหรับการท่องเที่ยวโลกยังคงขยายตัวดี ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่นเดียวกันกับทิศทางปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางของสหรัฐฯ ( Fed) ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์พบว่ามีระดับความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในหลายเหตุการณ์ สะท้อนสถานการณ์ที่ผันผวนและต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุดปรับตัวดีขึ้น โดยในตลาดตราสารทุน ได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2569 มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 42,712.69 ล้านบาท เมื่อพิจารณาตามกลุ่มนักลงทุน พบว่า นักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ มีการซื้อสุทธิในวันดังกล่าว 2,903.70 ล้านบาท โดยภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม (ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 1–26 มกราคม 2569) นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะซื้อสุทธิรวม 10,764.24 ล้านบาท เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี (YTD) นักลงทุนกลุ่มนี้ยังคงซื้อสุทธิอยู่ที่ 14,116.04 ล้านบาท สะท้อนถึงบทบาทของนักลงทุนรายย่อยในประเทศที่ยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของตลาดหุ้นไทย ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศ นับตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมนักลงทุนกลุ่มนี้ยังคงขายสุทธิรวม -10,676.26 ล้านบาท และภาพรวมตั้งแต่ต้นปีมียอดขายสุทธิ -25,590.04 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ นับตั้งแต่ต้นเดือนมีสถานะซื้อสุทธิรวม 2,542.73 ล้านบาท ขณะที่ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 8,626.03 ล้านบาท สำหรับนักลงทุนต่างชาติ พบว่านับตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม นักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิรวม -2,630.71 ล้านบาท ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 2,847.97 ล้านบาท ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ พบว่านับตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้มีสถานะซื้อสุทธิรวม 13,167.80 ล้านบาท สำหรับภาพรวมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงถือสถานะซื้อสุทธิรวม 13,167.80 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่อยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยน
