กรมอนามัย เตือนหน้าร้อนเสี่ยงโรคจากความร้อน แนะ 7 วิธีป้องกัน

กรมอนามัย เตือนหน้าร้อนเสี่ยงโรคจากความร้อน แนะ 7 วิธีป้องกัน

       กรมอนามัย เตือนหน้าร้อน แนะประชาชนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะสถานการณ์ความร้อน รวมทั้งมลพิษทางอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในประเทศไทย พร้อมป้องกันโรคจากความร้อนด้วย 7 แนวทางสำคัญ

       แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้น ทั้งอากาศร้อนจัด ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และมลพิษทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน

       ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้เฝ้าระวังสถานการณ์ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งเป็นค่าความร้อนที่ ‘ร่างกายรู้สึกได้จริง’ หรือ Feel like ใช้บ่งชี้ระดับความเสี่ยงที่ร่างกายอาจได้รับผลกระทบจากความร้อน โดยคำนวณจากอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ซึ่งต่างจากอุณหภูมิทั่วไป ที่วัดเพียงระดับความร้อนหรือความเย็นของอากาศ โดยในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีค่าดัชนีความร้อนสูงสุดถึง 59.5 องศาเซลเซียส และมีผู้เสียชีวิตจากความร้อน จำนวน 21 คน ขณะที่ปี 2569 คาดว่าสถานการณ์ความร้อนจะมีแนวโน้มรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา โดยค่าดัชนีความร้อนอาจอยู่ในระดับเตือนภัย (33.0 – 41.9 °C) ถึงอันตรายมาก (มากกว่าหรือเท่ากับ 52.0 °C) ในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคจากความร้อน เช่น ผื่น ตะคริว ลมแดด เพลียแดด และฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงที่สุดและอาจทำให้เสียชีวิตได้

       “ทั้งนี้ กรมอนามัยขอแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช รวมถึง ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง ดูแลสุขภาพและป้องกันอันตรายจากความร้อน ด้วย 7 วิธี ได้แก่

  1. ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและค่าดัชนีความร้อน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วง 13.00 – 16.00 น.
  2. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6 – 8 แก้วต่อวัน โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ
  3. งดดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม เป็นต้น
  4. สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี สวมหมวก และใช้ร่มกันแดด
  5. ผู้รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ ยารักษาจิตเวช ควรสังเกตอาการตนเอง เพราะยาอาจมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
  6. ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยสังเกตอาการผิดปกติ
  7. ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำบ่อย ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด

       หากพบผู้มีอาการผิดปกติ เช่น ผิวหนังร้อนแดง ชีพจรเต้นเร็วและแรง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ซึมลง หรือหมดสติ ให้รีบปฐมพยาบาลโดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบบริเวณหลังคอ รักแร้ และขาหนีบเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว และรีบนำส่งโรงพยาบาล หรือโทรสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ทันที” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

-->