สปสช. เห็นชอบอัตราจ่าย “ถุงลำไส้–ยาละลายลิ่มเลือด” ประหยัดงบกว่า 160 ลบ. พร้อมหนุนบัญชีนวัตกรรมไทย
บอร์ด สปสช. เห็นชอบกำหนดอัตราค่าใช้จ่าย 2 รายการในระบบบัตรทอง ได้แก่ ถุงเก็บของเสียจากลำไส้ชนิด 1 ชิ้นในบัญชีนวัตกรรมไทย และยาละลายลิ่มเลือดสำหรับรักษาผู้ป่วย Stroke/STEMI เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทย ช่วยประหยัดงบประมาณกว่า 160 ล้านบาท
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 มีมติเห็นชอบการกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2569 จำนวน 2 รายการ ได้แก่ 1.ถุงเก็บของเสียจากลำไส้ชนิด 1 ชิ้น (One piece appliance) ในบัญชีนวัตกรรมไทย และ 2.ยาละลายลิ่มเลือดสำหรับบริการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (STEMI)
สำหรับรายการถุงเก็บของเสียจากลำไส้ (Colostomy bag) ชนิด 1 ชิ้น ในบัญชีนวัตกรรมไทย กำหนดราคาไม่เกิน 60 บาทต่อถุง โดยบริหารจัดการในรูปแบบการจัดซื้อรวม จำนวน 255,000 ชุด ภายในวงเงินงบประมาณ 15.3 ล้านบาท และในกรณีที่ไม่สามารถใช้อุปกรณ์ตามบัญชีนวัตกรรมได้ สามารถเบิกจ่ายในหมวดอุปกรณ์และอวัยวะเทียมฯ ตามจริง โดยไม่เกินอัตรา 60 บาทต่อชิ้น
“รายการถุงเก็บของเสียจากลำไส้ชนิด 1 ชิ้น ได้ขึ้นทะเบียนเป็นบัญชีนวัตกรรมไทยเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2568 และคณะทำงานรวมถึงคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้เห็นชอบร่วมกันให้ใช้รายการดังกล่าว เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทย” รมว.สาธารณสุข กล่าว
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า ในส่วนของยาละลายลิ่มเลือดสำหรับบริการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ประกอบด้วย
- Alteplase 50 mg/Vial จากอัตราเหมาจ่ายต่อครั้ง (49,000 บาทต่อครั้ง) ปรับเป็นอัตราจ่ายตามจริงไม่เกิน 21,900 บาทต่อ Vial
- Streptokinase 1.5 MU/Vial จากอัตราเหมาจ่ายต่อครั้ง (10,000 บาทต่อครั้ง) ปรับเป็นอัตราจ่ายตามจริงไม่เกิน 6,000 บาทต่อ Vial
นายพัฒนา กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การดำเนินการครั้งนี้จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ มากกว่า 160 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ถุงเก็บของเสียจากลำไส้ชนิด 1 ชิ้น ในบัญชีนวัตกรรมไทย ประหยัดงบประมาณได้ 2.55 ล้านบาท และยาละลายลิ่มเลือดสำหรับรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน สามารถลดงบประมาณได้ ประมาณปีละ 160 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติอาจประหยัดงบประมาณได้เพิ่มขึ้น เนื่องจาก สปสช. จะดำเนินการจัดซื้อรวมทั้ง 2 รายการผ่านโรงพยาบาลราชวิถี อาจช่วยให้ต่อรองราคาลดลงได้มากขึ้น
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายสำหรับทั้งสองรายการนี้ เป็นการปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนบริการและสถานการณ์การใช้จริงในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยคำนึงถึงทั้งประสิทธิภาพการใช้งบประมาณและการเข้าถึงบริการของผู้ป่วย โดยในส่วนของถุงเก็บของเสียจากลำไส้ชนิด 1 ชิ้น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยนั้น จะช่วยส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาในประเทศ และลดภาระค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพ ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ในส่วนของ ยาละลายลิ่มเลือดในการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ถือเป็นยาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน การปรับรูปแบบการจ่ายในครั้งนี้จะช่วยให้หน่วยบริการสามารถบริหารจัดการยาได้เหมาะสมมากขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที
“สปสช. ให้ความสำคัญกับการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรักษามาตรฐานบริการ เพื่อให้ประชาชนที่ใช้สิทธิในระบบบัตรทองได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ และเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึง” เลขาธิการ สปสช. กล่าวในตอนท้าย
ที่มา : Website TheCoverage
