สปสช. เตรียมเพิ่มทางเลือกสิทธิบัตรทอง ใช้แอปฯ “ทางรัฐ” แทนบัตรประชาชน ใน 30 บาทรักษาทุกที่
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เตรียมเพิ่มทางเลือกสิทธิบัตรทอง พัฒนาแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ร่วมกับสำนักงานรัฐบาลดิจิทัล สำหรับใช้ในการดำเนินนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ โดยให้บริการเพิ่มเติม แทนบัตรประชาชน ดูสิทธิประโยชน์รายบุคคล ถือข้อมูลสุขภาพ เบื้องต้นคาดเริ่มกรุงเทพมหานครก่อนขยายไปทั่วประเทศ

นายประเทือง เผ่าดิษฐ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยกับ “The Coverage” ถึงการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของหน่วยบริการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ว่า ภาพรวมการเชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาพของหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. นั้นเชื่อมโยงแล้วประมาณ 1,538 แห่ง แต่ยังเหลือโรงพยาบาลเอกชน และคลินิกชุมชนอบอุ่นบางแห่งที่ยังไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากปัญหาเรื่องซอฟต์แวร์ที่อาจจะยังไม่รองรับ โดยในขณะนี้อยู่ในช่วงระหว่างการอัปเกรดเครื่อง อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้ไม่มีปัญหาในการให้บริการประชาชน
ทั้งนี้ การเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าว จะประกอบไปด้วย 2 เรื่องสำคัญ คือ 1. เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อดูประวัติการรักษาที่จะต้องได้รับการยินยอมจากประชาชน และบุคลากรต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเพื่อการเข้าถึง และ 2. การเชื่อมข้อมูลเพื่อการเบิกจ่าย ซึ่งประเทศไทยจะมีระบบการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ 2 ระบบหลัก ได้แก่ 1. หมอพร้อม กรณีโรงพยาบาล หรือหน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ 2. Health Link ที่พัฒนาโดยสถานบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กรณีโรงพยาบาลนอกสังกัด สธ. รวมถึงคลินิก หรือร้านยา ที่เป็นหน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภท
“การเชื่อมข้อมูลเพื่อดูประวัติการรักษา เน้นใช้งานโดยผู้ให้บริการ เพราะจะสามารถดูประวัติเพื่อการรักษาที่ต่อเนื่องได้ ถ้าประชาชนมาจากต่างหน่วยบริการ ก็ไม่ต้องรักษาซ้ำซ้อน รวมถึงในส่วนของประชาชนที่เรามีระบบที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะต้องมีการอนุญาตการเข้าถึงข้อมูล โดยที่ผ่านมาเราพยายามพัฒนาแอปพลิเคชันให้ประชาชนสามารถถือประวัติการรักษาของตัวเองได้ เช่น เป๋าตัง แต่ถ้าเป็นส่วนภูมิภาคก็จะเป็นหมอพร้อม” นายประเทือง กล่าว
นายประเทือง กล่าวต่อไปว่า ในส่วนการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อการเบิกจ่ายนั้น จะมีทั้งลักษณะของการเชื่อมข้อมูลตรงเพื่อเบิกกับ สปสช. ผ่าน E-Claim ซึ่งหากเป็นหน่วยบริการภายใต้สังกัด สธ. จะมีการรวบรวมข้อมูลไปที่ระบบข้อมูลการเบิกจ่ายค่าบริการสาธารณสุข (FDH) เพื่อรวบรวมข้อมูลการให้บริการของโรงพยาบาลส่งมาที่ สปสช.
ขณะที่ในพื้นที่ กทม. จะเป็นการเชื่อมระบบไปยัง Health Link เพื่อใช้ในการตรวจสอบการเบิกจ่าย ซึ่งจะทำให้ไม่เป็นภาระต่อบุคลากรที่จะต้องส่งเอกสารหากมีการเรียกดูข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งระบบดังกล่าวนี้จะเป็นลักษณะของการเรียกดูข้อมูลรายเคสเฉพาะที่สงสัย หรือ On Demand โดยจะไม่มีการเก็บข้อมูลเอาไว้ในคลาวด์ ทำให้ระบบมีความปลอดภัย เพราะไม่ได้เรียกดูข้อมูลทั้งหมด ขณะเดียวกัน สปสช. ก็กำลังจะขอเชื่อมระบบเข้าหมอพร้อมด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการดำเนินการพูดคุย
นอกจากนี้ สิ่งที่ สปสช. กำลังดำเนินการ คือการพัฒนาแอปฯ ทางรัฐ ร่วมกับสำนักงานรัฐบาลดิจิทัล (DGA) สำหรับใช้ในการดำเนินนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เนื่องจากเล็งเห็นว่าประชาชนมีการพิสูจน์ตัวตนแล้ว ฉะนั้นก็สามารถใช้ประโยชน์จากแอปฯ เพิ่มเติมได้
ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การพัฒนาจะมี 3 วัตถุประสงค์หลัก ประกอบด้วย
- ประชาชนสามารถใช้แอปฯ เพื่อเข้ารับบริการ 30 บาทรักษาทุกที่โดยไม่ได้ต้องใช้บัตรประชาชน เพราะได้มีการพิสูจน์ตัวตนแล้ว
- แจ้งสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) เฉพาะบุคคล เพราะในสิทธิประโยชน์นี้ สปสช. ดูแลคนไทยทุกคน ทุกสิทธิการรักษา
- ดูประวัติการรักษา หากพัฒนาสำเร็จประชาชนจะมีประวัติการรักษาของตนเองอยู่ในมือ ซึ่งอาจเป็นประวัติที่ดูแล้วเข้าใจง่าย
“การพัฒนาแอปฯ ทางรัฐ จะพยายามขึ้นใน กทม. ให้เป็นรูปธรรมก่อนขยายไปทั่วประเทศ แต่จริงๆ เวลาทำเสร็จ ประชาชนทั้งใน กทม. และต่างจังหวัดก็สามารถใช้ได้ถ้าอยู่ในระบบ 30 บาทรักษาทุกที่ เพียงแต่ว่าเราต้องทยอยขึ้น และทยอยทำความเข้าใจทั้งประชาชน และผู้ให้บริการ รวมถึงต้องเตรียมความพร้อมของระบบด้วย” นายประเทือง กล่าว
ที่มา : https://www.thecoverage.info/news/content/7364
