บอร์ด สพฉ. เห็นชอบเก็บเงินค่าบริการ ‘ฉุกเฉิน’ ต่างชาติ นำรายได้กลับมาดูแลคนไทย

บอร์ด สพฉ. เห็นชอบเก็บเงินค่าบริการ ‘ฉุกเฉิน’ ต่างชาติ นำรายได้กลับมาดูแลคนไทย

       บอร์ด สพฉ. เห็นชอบหลักการจัดเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้ได้มาตรฐานสากล ครอบคลุมทั่วประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไทย

       นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 8/2568 โดยมี นายพิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (เลขาธิการ สพฉ.) นายวันชาติ ศุภจัตุรัส กรรมการผู้แทนแพทยสภา นายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย และคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เข้าร่วมที่ สพฉ.

       นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (บอร์ด สพฉ.) ได้พิจารณาเรื่อง การกำหนดและการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์และการดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุม เพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุน และเศรษฐกิจของประเทศ โดยจากข้อมูลพบว่า ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทย รวม 35.54 ล้านคน พบสถิติการเกิดอุบัติเหตุของนักท่องเที่ยว ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ 80.73% มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 616 คน บาดเจ็บ 28,463 คน โดยจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตและเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ ภูเก็ต กรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่

       ทั้งนี้ สพฉ. ได้เสนอแนวทาง คือ 1. กำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินและการดำเนินกิจการของสถาบัน 2. นำงบประมาณที่ได้ไปใช้โครงการลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในการเข้าถึงระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่มีมาตรฐานคุณภาพ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อลดการเสียชีวิตและความพิการของผู้ป่วยฉุกเฉินก่อนถึงสถานพยาบาล และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ” (EMS for Wealth and Well Being)

       นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมมีมติเห็นในชอบหลักการให้กำหนดอัตราและเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและ ค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และมอบ สพฉ.ไปดำเนินการจัดทำอัตราค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนิน กิจการของสถาบัน และแนวทางการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อเสนอบอร์ดพิจารณาอีกครั้ง รวมถึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษารายละเอียดเรื่องนี้ด้วย

       นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ สพฉ. ดำเนินการเสนอนโยบายเพื่อขับเคลื่อนระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความยั่งยืน และเทียบเท่ามาตรฐานสากล เป็นการยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุม ส่งเสริมการท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้หัวข้อ “แพทย์ฉุกเฉินเข้มแข็ง นักท่องเที่ยวมั่นใจ คนไทยปลอดภัย ประเทศไทยเติบโต” ซึ่งเป็นภาพที่ต้องการเห็นในประเทศไทยวันนี้ อีกทั้ง รัฐบาลกำหนดให้ปี 2568 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างยิ่งใหญ่ หรือ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year โดยมุ่งมั่นที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากทั่วโลกด้วยความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะ “ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางและการใช้ชีวิต แต่ในความเป็นจริง ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทย ยังมีข้อจำกัดที่ต้องเร่งแก้โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวห่างไกล ยังเข้าไม่ถึงบริการฉุกเฉินที่ได้มาตรฐาน

       “เราจะไม่พึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว แต่จะจัดสรรรายได้จากแหล่งสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันนักท่องเที่ยว ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันวินาศภัย รวมถึงกองทุนจากภาครัฐ และค่าดำเนินการในด้านต่าง ๆ ของสถาบันรายได้เหล่านี้ จะถูกนำไปลงทุนใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่

    1. กำหนดอัตราค่าบริการฉุกเฉินทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
    2. ขยายหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ
    3. พัฒนาระบบให้ทันสมัย เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์
    4. ยกระดับมาตรฐานการฝึกอบรม และสนับสนุนทรัพยากรให้หน่วยปฏิบัติงาน”

“เป้าหมายของเราภายใน 3 ปี คือ ประชาชนและนักท่องเที่ยว ต้องเข้าถึงบริการฉุกเฉินได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 หน่วยบริการต้องเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ และประเทศไทยจะต้องมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ปลอดภัย ทันสมัย และเชื่อถือได้ ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อรักษาชีวิต”แต่เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่น ให้กับทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยเพื่อให้การท่องเที่ยวไทย แข่งขันได้ในเวทีโลกและเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสมศักดิ์ กล่าว

       ด้าน นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า หลังจากบอร์ด สพฉ. มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ สพฉ. จะได้เริ่มกระบวนการศึกษารายละเอียด ออกแบบกำหนดอัตราศึกษาต้นทุนการช่วยเหลือในทุกช่องทาง ทั้งเคสสีเหลือง สีแดง เพื่อนำมากำหนดราคา จะเร่งดำเนินการ ระยะเวลา 5-6 เดือน บริษัทประกันอาจเริ่มได้ ส่วนอื่นอาจจะใช้เวลา เพราะมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง สำหรับประชาชนที่อยู่ตามสิทธิต่างๆ นั้น สพฉ.จะหารือกับกองทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการเข้าร่วมแนวทางกับการแพทย์ฉุกเฉิน ส่วนคนที่มีประกันจะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับการตอบสนองหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น กรณีนักท่องเที่ยวคงจะต้องหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าทำได้ นักท่องเที่ยวจะเกิดความมั่นใจ ทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

ที่มา : Website The Coverage

-->