สปสช. แนะนำ อบต. เทศบาลใช้งบกปท. ดูแลสุขภาพผู้ประสบภัยความไม่สงบชายแดนไทย – กัมพูชา

สปสช. แนะนำ อบต. เทศบาลใช้งบกปท. ดูแลสุขภาพผู้ประสบภัยความไม่สงบชายแดนไทย – กัมพูชา

       สปสช. สนับสนุน อบต. และเทศบาล ใช้กลไก กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) จัดทำโครงการดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่จำเป็นได้ ในงบไม่เกิน 1 แสนบาท

       นพ.ดุสิต ขำชัยภูมิ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ระลอกล่าสุด จนต้องอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย 7 จังหวัด ทั้งในภาคตะวันออกและภาคอีสาน ออกจากพื้นที่นั้น ในจำนวนนี้นอกจากประชาชนทั่วไป ก็ยังมีกลุ่มเปราะบาง ทั้งคนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก อายุ 0 – 5 ปี ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก

       ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนและให้การช่วยเหลือประชาชนที่กำลังประสบภาวะเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล สามารถใช้งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) ภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดทำโครงการหรือจัดบริการด้านสาธารณสุขที่จำเป็น เข้าไปดูแลประชาชนในพื้นที่ได้ โดยประธานกองทุนฯ สามารถอนุมัติโครงการได้เลย ไม่ต้องรอประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ ซึ่งเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ พ.ศ.2567 ข้อ 11 ที่ระบุให้นำเงินกองทุนใช้จ่ายในโครงการและกิจกรรมกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน โรคระบาด ภัยพิบัติ และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณสุขได้ ตามความจำเป็น เหมาะสม และทันต่อสถานการณ์ได้

       “ท้องถิ่นสามารถนำงบประมาณ กปท. เบื้องต้นไม่เกิน 1 แสนบาท มาดำเนินงานโครงการเร่งด่วนเพื่อดูแลสุขภาพประชาชนที่กำลังประสบภัยจากเหตุความไม่สงบได้ เป็นการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขเฉพาะหน้า ซึ่งที่ผ่านมา มี อปท. หลายแห่ง ได้จัดทำโครงการเพื่อดูแลสุขภาพอนามัยประชาชนที่ประสบภัยในครั้งนี้แล้วทั้งกิจกรรมลดความเจ็บป่วยและป้องกันโรค การสร้างความรู้ด้านสุขภาพและการดูแลตนเอง เช่น สุขอนามัยส่วนบุคคล การจัดการสิ่งแวดล้อม และการฟื้นฟูสุขภาพ ทั้งการส่งเสริมสุขภาพจิต และการเฝ้าระวังโรคในพื้นที่ เป็นต้น” นพ.ดุสิต กล่าว

       นพ.ดุสิต กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดบริการดูแลในศูนย์พักพิงหรือศูนย์ฟื้นฟูในพื้นที่ประสบภัย สปสช.ยังคงสนับสนุนค่าจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง หรือ Care giver ภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยถือเป็นการปฏิบัติงานตามภารกิจ และสามารถเบิกจ่ายค่าจ้างได้เต็มอัตราในเดือนนั้น ๆ พร้อมให้ อปท.ในพื้นที่จัดหาผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงเพิ่มเติม โดยมอบหมายให้ปฏิบัติงานตามภารกิจ และพิจารณาอนุมัติค่าใช้จ่ายเป็นรายครั้งจากงบ กปท. ตามระเบียบท้องถิ่น

       กรณีประชาชนนอกพื้นที่อพยพเข้ามาอาศัยในพื้นที่ ให้ อปท. ในพื้นที่นั้น ๆ สามารถจัดทำโครงการเพื่อสนับสนุนการจัดบริการดูแลให้แก่ประชาชนทั้งหมดในพื้นที่ และกรณีประชาชนในพื้นที่ของ อปท. อพยพไปอาศัยนอกพื้นที่ ให้ อปท.สามารถจัดทำโครงการเพื่อสนับสนุนการจัดบริการดูแลแก่ประชาชนในพื้นที่ของตนเองได้ เช่น การจัดหา จัดซื้อ และขนส่งผ้าอ้อมผู้ใหญ่และแผ่นรองซับไปให้บริการผู้มีภาวะพึ่งพิงที่พำนักอยู่ในพื้นที่อื่น และยังคงสนับสนุนการใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด เพื่อจัดหาผ้าอ้อมผู้ใหญ่และแผ่นรองซับ ตามหลักเกณฑ์และประกาศที่เกี่ยวข้องด้วย

       ขณะที่การจัดบริการดูแลกรณีอพยพไปอาศัยนอกเขตภูมิลำเนาเดิมซึ่งมีผู้จัดการการดูแล หรือ Care Manager และผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง หรือ Care giver ปฏิบัติงานในพื้นที่ปลายทาง สปสช. สนับสนุนค่าจ้าง Care giver ภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากฯ โดยสามารถเบิกจ่ายได้ตามภาระงานจริง และขอความร่วมมือ Care Manager หรือ Care giver ในพื้นที่ปลายทางร่วมดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง พร้อมให้ อปท.ในพื้นที่จัดหา Care giver เพิ่มเติม โดยมอบหมายให้ปฏิบัติงานตามภารกิจและพิจารณาอนุมัติค่าใช้จ่ายเป็นรายครั้งจากงบ กปท.ตามระเบียบท้องถิ่น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

  • สายด่วน สปสช. 1330
  • ช่องทางออนไลน์
    • ไลน์ สปสช. พิมพ์ไลน์ไอดี @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6
    • Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ https://www.facebook.com/NHSO.Thailand
-->