การรถไฟฯ ขยายเวลาเดินรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าเส้นทางภาคใต้ กรุงเทพ – สุไหงโกลก ถึง 31 ธ.ค. 69

การรถไฟฯ ขยายเวลาเดินรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าเส้นทางภาคใต้ กรุงเทพ – สุไหงโกลก ถึง 31 ธ.ค. 69

          การรถไฟแห่งประเทศไทย ขยายเวลาเดินรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าเส้นทางภาคใต้ ขบวนรถพิเศษสินค้าห่อวัตถุด่วนที่ 985/986 เส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก – กรุงเทพ (หัวลำโพง) ตั้งแต่บัดนี้ – 31 ธันวาคม 2569

 

        การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ขยายระยะเวลาการเดินรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าเส้นทางภาคใต้ ขบวนรถพิเศษสินค้าห่อวัตถุด่วนที่ 985/986 เส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก – กรุงเทพ (หัวลำโพง) ต่อไปอีก 1 ปี เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และภาคธุรกิจ สามารถขนส่งสินค้าที่เป็นสินค้าขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ในครั้งละจำนวนมากได้อย่างสะดวก และประหยัด รวมถึงเป็นการสนับสนุนการประกอบธุรกิจ SME และเกษตรกร

          เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

        • ขบวนรถพิเศษสินค้าห่อวัตถุด่วนที่ 985 เส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก ออกจากต้นทาง เวลา 11.00 น. ถึงสถานีปลายทาง เวลา 12.35 น. (วันรุ่งขึ้น)
        • ขบวนรถพิเศษสินค้าห่อวัตถุด่วนที่ 986 สุไหงโกลก – กรุงเทพ (หัวลำโพง) ออกจากต้นทาง เวลา 13.25 น. ถึงสถานีปลายทาง เวลา 13.15 น. (วันรุ่งขึ้น)

         โดยขบวนรถจะหยุดรับ-ส่งสินค้าตามสถานีรายทาง จำนวน 33 สถานี ประกอบด้วย กรุงเทพ สามเสน ชุมทางบางซื่อ บางบำหรุ ศาลายา นครปฐม บ้านโป่ง โพธาราม ราชบุรี เพชรบุรี หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สวี หลังสวน ไชยา สุราษฎร์ธานี นาสาร บ้านส้อง คลองจันดี ชุมทางทุ่งสง ชะอวด พัทลุง ชุมทางหาดใหญ่ จะนะ เทพา ปัตตานี ยะลา รือเสาะ ตันหยงมัส สุไหงปาดี และสุไหงโกลก ซึ่งผู้ใช้บริการจะได้รับสินค้า ภายใน 1 -2 วัน เท่านั้น ทั้งนี้เปิดให้บริการขนส่งสินค้าทุกวัน

         ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

          อย่างไรก็ตาม การขยายระยะเวลาการเดินรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าดังกล่าว นอกจากจะเป็นการขนส่งสินค้าที่สะดวก และประหยัดแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการเชื่อมโยงสินค้าไปยังผู้ประกอบการโดยตรง รวมถึงสนับสนุนให้สินค้าการเกษตรจากผู้ผลิต และตลาดกลางสินค้าเกษตร ไปถึงมือผู้บริโภค ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร และเครือข่ายตลาดกลางโดยตรง เป็นการช่วยระบายผลผลิตไม่เกิดปัญหาล้นตลาด และราคาตกต่ำ ตลอดจนเป็นการช่วยกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเกิดความเข้มแข็งอีกด้วย