สปสช. ชี้แจงมติบอร์ด “นำร่อง” วัคซีน PCV ในเด็ก เหตุวงเงินมีจำกัด

สปสช. ชี้แจงมติบอร์ด “นำร่อง” วัคซีน PCV ในเด็ก เหตุวงเงินมีจำกัด

       สปสช. ชี้แจงมติบอร์ด “นำร่อง” วัคซีน PCV ในเด็ก เหตุวงเงินมีจำกัด ย้ำปีนี้เด็กได้ฉีด พร้อมเดินหน้าต่อรองราคาและติดตามประเมินผลก่อนขยายทั่วประเทศ

       เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า มติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ให้เริ่มนำร่องวัคซีน PCV (วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง/โรคปอดอักเสบในเด็ก) เป็นการตัดสินใจภายใต้วงเงินงบประมาณที่มีอยู่จริงและย้ำว่าปีนี้ยังไงเด็กก็ได้ฉีด

       นพ.จเด็จ อธิบายว่า กระแสในสังคมที่ย้ำคำว่า “คุ้มค่า–ไม่คุ้มค่า” อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว ในการให้หรือไม่ให้สิทธิประโยชน์ โดยที่ผ่านมา มีบางบริการที่ไม่คุ้มค่า แต่ก็ยังบรรจุให้เป็นสิทธิประโยชน์ เพราะจำเป็นต่อชีวิต เช่น ยาต้านพิษ และก็มีบางบริการที่คุ้มค่า แต่ยังไม่ให้เป็นสิทธิประโยชน์ เพราะยังมีข้อจำกัดเรื่องระบบบริการ เช่น บุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขในบริการนั้นไม่เพียงพอ

       ทั้งนี้ สปสช.ได้ตั้งงบประมาณสำหรับการป้องกันโรคไว้ล่วงหน้า 2 ปี และได้รับจัดสรรวงเงินจากสำนักงบประมาณแล้ว 225 ล้านบาท

       อย่างไรก็ตาม วัคซีน PCV ต้องฉีด 3 เข็ม/คน (อายุ 2 เดือน, 4 เดือน และ 12 เดือน) จึงต้องพิจารณาราคาจัดซื้อและจำนวนเด็ก เพื่อให้บริการได้อย่างครอบคลุม โดยเมื่อคำนวณแบบคร่าว ๆ หากราคาประมาณหลักร้อยบาทต่อเข็ม เด็กหนึ่งคนจะมีต้นทุนพันกว่าบาทซึ่งรวมบริการการฉีดด้วย ทำให้วงเงินที่เตรียมไว้ไม่พอ ครอบคลุมเด็กได้เพียงแสนกว่าคน ขณะที่เด็กเกิดใหม่ทั้งประเทศมีประมาณ 4 แสนคน/ปี จึงไม่สามารถให้วัคซีนครอบคลุมเด็กทุกคนในคราวเดียวกันได้

       “ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีหลักการสำคัญคือไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่ด้วยข้อเท็จจริงเรื่องวงเงิน จึงต้องเริ่มแบบนำร่อง เพื่อให้เดินหน้าได้จริง” นพ.จเด็จ กล่าว

       นพ.จเด็จ ระบุอีกว่า ที่ประชุมบอร์ดให้ความสำคัญกับความโปร่งใส โดยให้กำหนดหลักเกณฑ์การเลือกพื้นที่นำร่อง ตามเกณฑ์วิชาการ ได้แก่ พื้นที่/เขตที่มีอุบัติการณ์สูงและมีความพร้อมด้านระบบบริการ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาว่าเลือกตามเขตพื้นที่การเมืองหรือฐานเสียง

       ระหว่างนำร่อง สปสช.จะดำเนินการต่อรองราคาให้ดีที่สุด โดยมีเป้าหมายต่อรองราคาให้ได้ใกล้เคียงกับกลไกระหว่างประเทศ เช่น UNICEF และ Gavi, the Vaccine Alliance ซึ่งมีข้อมูลอ้างอิงว่าบางประเทศจัดซื้อได้ราคาต่ำมาก เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ในการขยายผลในอนาคต

       ขณะเดียวกัน การนำร่องจะช่วยเก็บข้อมูลผลลัพธ์จริง และติดตามประเมินผลร่วมกับหน่วยงานวิชาการของรัฐ เช่น สวรส., กรมควบคุมโรค และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้การตัดสินใจขยายผล อยู่บนข้อมูลที่ชัดเจน รอบด้าน และอธิบายต่อสังคมได้

       นพ.จเด็จ กล่าวย้ำอีกว่า สปสช.ไม่ได้หวงงบ แต่จำเป็นต้องชี้แจงสังคมให้ชัดว่า งบ 225 ล้านบาท เป็นวงเงินที่ตั้งไว้แล้วและได้รับจริง ไม่ใช่การไปนำเอาเงินจากบริการของกลุ่มอื่นมาเพิ่ม และหากต้องการให้ครอบคลุมมากกว่านี้ ก็ต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอย่างเป็นระบบ

-->