ศบก. ยืนยันยังไม่มีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
รัฐบาลเร่งช่วยคนไทยกลับประเทศแล้ว 215 คน และเตรียมอพยพเพิ่มเติมผ่านเส้นทางตุรกี
- ผลกระทบการบิน
- เที่ยวบินยกเลิก/ล่าช้ากว่า 500 เที่ยวบิน กระทบผู้โดยสารเกือบ 8 หมื่นคน
- การขนส่งสินค้า
- การเดินเรือต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปทำให้ใช้เวลาเพิ่มขึ้น 15 วัน และอาจกระทบค่าระวาง
ทั้งนี้รัฐบาลได้จัดตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมคุมราคาค่าโดยสารไม่ให้เอาเปรียบประชาชน ขอให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ โดยรัฐบาลไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินมาตรการช่วยเหลือ
ศบก. แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ตะวันออกกลาง ยืนยันยังไม่มีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พร้อมเร่งช่วยเหลือคนไทยและติดตามผลกระทบด้านการบินและการขนส่งอย่างใกล้ชิด
วันนี้ เวลา 18.10 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวความคืบหน้าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมี นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ รายงานสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ และนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม ชี้แจงผลกระทบต่อการบินและการขนส่งจากสถานการณ์ดังกล่าว รวมทั้งมาตรการของกระทรวงคมนาคมในการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ยังคงมีความตึงเครียดและมีการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศอิรักที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศเลบานอนกำลังเผชิญสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมจากการอพยพของพลเรือนจำนวนมาก ในด้านการบินปัจจุบันหลายประเทศในภูมิภาคยังคงปิดน่านฟ้าสำหรับการบินพาณิชย์ ได้แก่ อิหร่าน อิสราเอล ซีเรีย อิรัก บาห์เรน คูเวต เลบานอน และกาตาร์ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เริ่มเปิดเที่ยวบินอย่างจำกัดเพื่อระบายผู้โดยสารที่ตกค้าง
สำหรับสถานการณ์ของคนไทยในพื้นที่ขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ขอให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ โดยรัฐบาลไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินมาตรการช่วยเหลือคนไทยอย่างต่อเนื่อง ในด้านการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ล่าสุดมีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วรวมทั้งสิ้น 215 คน โดยในวันนี้คนไทยได้เดินทางออกจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่านจำนวน 62 คน และคาดว่าจะเดินทางถึงประเทศตุรกีภายในวันเดียวกัน ทั้งนี้การอพยพดังกล่าวฝ่ายไทยได้ประสานงานร่วมกับรัฐบาลอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล เพื่อให้การเดินทางของคณะเป็นไปอย่างปลอดภัย
นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน จะย้ายไปปฏิบัติภารกิจ ณ ที่ทำการชั่วคราวที่เมืองวาน (Van) ประเทศตุรกี ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2569 เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันยังมีการเตรียมการรับคนไทยอีก 10 คน ที่อพยพทางบกออกจากประเทศอิรักเข้าสู่ด่านชายแดนของประเทศตุรกี สำหรับประเทศซาอุดีอาระเบียซึ่งยังคงเปิดน่านฟ้า เที่ยวบินเส้นทางริยาด–กรุงเทพฯ ยังคงให้บริการตามปกติ ขณะที่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ประสานช่วยคนไทยอย่างใกล้ชิดโดยสายการบิน Emirates และAir Arabia ได้กลับมาเปิดเส้นทางบินมายังประเทศไทยแล้วตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรองรับผู้โดยสารที่ตกค้าง
นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม ในส่วนของผลกระทบต่อการบินและการขนส่ง ได้รายงานว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) มาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อทำหน้าที่ติดตาม ควบคุม และกำกับดูแลการขนส่งในทุกมิติ ได้แก่ การขนส่งทางอากาศ ทางน้ำ ทางบก และทางราง โดยเน้นย้ำเรื่องคุณภาพการให้บริการ ราคาค่าโดยสารที่เป็นธรรม และความพร้อมในการให้บริการแก่ประชาชน
สำหรับผลกระทบด้านการบินในช่วงระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 7 มีนาคม 2569 พบว่ามีเที่ยวบินยกเลิกและล่าช้ารวมทั้งสิ้น 584 เที่ยวบิน ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารจำนวน 78,564 คน โดยกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ตรวจสอบ กวดขันให้สายการบินคิดค่าโดยสาร และค่าภาระขนส่งสินค้าทางอากาศให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่
ในส่วนของการขนส่งสินค้าทางน้ำ การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทวีปแอฟริกา ส่งผลให้ระยะเวลาเดินเรือเพิ่มขึ้นประมาณ 15 วัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าระวาง การหมุนเวียนตู้คอนเทนเนอร์ และความแออัดในท่าเรือ กระทรวงคมนาคมจึงได้กำชับให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยติดตามสถานการณ์และข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นรายวันเพื่อบริหารจัดการผลกระทบไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการ นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอัตราค่าโดยสารทางบกอย่างเคร่งครัด ให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันและกลไกตลาดเพื่อป้องกันการเอาเปรียบประชาชน ทางรางให้กรมการขนส่งทางรางประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะกับรถจักรที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง เพื่อเตรียมบริหารความเสี่ยงเป็นการล่วงหน้า
ทั้งนี้ หากประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการใช้บริการขนส่ง หรือมีข้อร้องเรียน สามารถติดต่อสายด่วนกระทรวงคมนาคม โทร. 1356 และในกรณีได้รับผลกระทบด้านราคาค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ สามารถติดต่อสายด่วนกรมการขนส่งทางบก โทร. 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ที่มา : Facebook : NBT – เอ็นบีที
